วันพุธที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2558

ดินแดนที่ยอดเยี่ยมของโลก 2.Stonehenge สโตนเฮนจ์

                ดินแดนลึกลับมีอยู่มากมายบนโลกใบนี้ ทิ้งปริศนาไว้ให้ชนรุ่นหลังได้ครุ่นคิด หาเหตุผลของการสร้าง ว่าทำไม ใครสร้าง สร้างได้อย่างไร ใช้เครื่องมืออันใดมาสร้าง แล้วจุดประสงค์หลักของการสร้าง ๆ เพื่ออะไร หรือสร้างมาเพื่อประกอบพิธีกรรมที่ต้องใช้เวทมนต์คาถาที่มีอยู่จริงในอดีต  หรือมันเป็นเกมที่ชนรุ่นเก่าทิ้งไว้ให้ชนรุ่นใหม่ได้เล่นเกมกระดานนี้ต่อ  หรือ เพื่อให้ศตวรรษใหม่ของพวกเราสานต่องานที่ยังสร้างไม่เสร็จเพื่อเชื่อมโยงปริศนาจากดวงดาวมายังโลกเพื่อ หาว่าสิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นมาได้อย่างไร โดยเฉพาะมนุษย์ ? สถานที่แรกที่แนะนำไปสืบค้นหาขอไกลตัวไปนิดนะ นั่นคือ

1. “สโตนเฮนจ์”  ( Stonehenge )  ปริศนาที่รอการพิชิตคำตอบสุดท้าย
  
              สโตนเฮนจ์ ( Stonehenge )  ดินแดนลี้ลับที่ซ่อนปริศนามายาวนานหลายศตวรรษ   ก่อให้เกิดคำถามขึ้นมากมาย  สร้างมาเพื่อทำการสิ่งใด?  สร้างมาทำไม?   ใครเป็นผู้สร้าง? แล้วสร้างได้อย่างไร? หลายคนเชื่อว่าเป็นสถานที่ดูดาวบ้าง  หรือแม้กระทั่งเป็นที่จอดยานของมนุษย์ต่างดาว



             สโตนเฮนจ์ ( Stonehenge ) ตั้งอยู่กลางทุ่งราบกว้างใหญ่บนที่ราบ ซาลิสบอรี่ (Salisbury Plain) เมืองวิลต์เชียร์  ทางตอนใต้ของประเทศอังกฤษ  นักโบราณคดีเชื่อว่า กลุ่มกองหินเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นในยุคก่อนประวัติศาสตร์ ซึ่งมีอายุยาวนานมากกว่า 5,000 ปี  
ประกอบด้วยแท่งหินขนาดยักษ์ จำนวน 112 ก้อนซึ่งแท่งหินแต่ละแท่งมีน้ำหนักกว่า 30 ตันขึ้นไป  ตั้งเรียงกันเป็นวงกลมซ้อนกัน 3 วง ซึ่งแต่แท่งวางตั้งขึ้นบ้าง นอนราบบ้าง และบางอันก็ถูกวางซ้อนทับกัน



            ทำให้นักวิทยาศาสตร์ และ นักประวัติศาสตร์ ตั้งข้อสงสัยว่า วางเรียงกันได้อย่างไร ทั้ง ๆที่ปราศจากเครื่องทุ่นแรงอย่างที่เราใช้อยู่ในปัจจุบัน และ บริเวณที่ราบดังกล่าวไม่มีก้อนหินขนาดมหึมานี้ อยู่เลย  จึงสันนิษฐานว่า  ต้องทำการชักลากแท่งหินยักษ์ทั้งหมดนี้มาจากที่อื่น ซึ่งคาดว่าน่าจะมาจาก “ทุ่งมาร์ลโบโร”  ( Marlborough Downs) ที่อยู่ห่างไกลออกไปประมาณ 40 กิโลเมตร และยังพบหินสีน้ำเงินขนาดหนัก 4 ตัน ซึ่งจะพบได้บริเวณภูเขาเพรสเซลลี่ (Presscelly) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของแคว้นเวลส์ ซึ่งอยู่ห่างไปหลายร้อยไมล์


             การก่อสร้างสโตนเฮนจ์ ( Stonehenge ) ใช้เวลาสร้างต่อเนื่องกันมายาวนานถึง 3 – 4 ระยะ ในช่วงเวลาประมาณ 1,500 ปี ซึ่งคำนวณจากหินแต่ละก้อนแต่ละชั้นที่มีอายุไม่เท่ากัน  และดูเหมือนว่าจะมาจากต่างยุคกัน ตั้งแต่ยุคหินตอนปลาย จนถึงยุคสำริดตอนต้น จนกระทั่งในปี ค.ศ. 2002 หรือ พ.ศ.2545 ได้มีการค้นพบแผ่นทองเหลืองแบบกลม บนเนินเขาทางตอนกลางของประเทศเยอรมันนี   แผ่นทองเหลืองแบบกลมนี้ ได้แสดงภาพของท้องฟ้าซึ่งประกอบไปด้วยดวงอาทิตย์ และดวงจันทร์ดวงใหญ่ ซึ่งสันนิษฐานว่าแผ่นทองเหลืองแบบกลมนี้น่าจะถูกสร้างในยุคยุคนีโอลิทิก (Neolithic) หรือเรียกว่ายุคทองเหลือง และมีอายุเทียบเท่ากับช่วงสุดท้ายของการก่อสร้าง สโตนเฮนจ์ ( Stonehenge )

            ซึ่งนักโบราณคดีเชื่อว่าก่อนจะหันมาบูชาดวงอาทิตย์ มนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ เคยบูชาดวงจันทร์มาก่อน จึงเป็นเหตุให้มีการแบ่งการก่อสร้าง สโตนเฮนจ์ ( Stonehenge ) ออกเป็น 3 ช่วง ซึ่งเริ่มต้นเมื่อ 2.5 ล้านปีก่อน คือยุคหินเก่า หรือ ยุคพาเลียโอลิทิก ( The Paleolithic )  ยุคหินกลาง และยุคหินใหม่ หรือ ยุคนีโอลิทิก (Neolithic) หรือเรียกว่ายุคทองเหลือง และถือว่า สโตนเฮนจ์ ( Stonehenge ) เป็นสิ่งปลูกสร้างที่สมบูรณ์แบบที่สุด
          




              หลังจากนั้นอีก 6 ปี คือในปี ค.ศ.2008 หรือ ปีพ.ศ.2551 ได้มีทีมนักวิจัย ที่นำโดยไมก์ พาร์กเกอร์ เพียร์สัน  จากมหาวิทยาลัยเซฟฟิลด์ ประเทศอังกฤษ ได้พิสูจน์โครงกระดูกของมนุษย์โบราณที่ขุดค้นพบในบริเวณที่ตั้งของ สโตนเฮนจ์ ( Stonehenge ) โดยใช้กัมมันตภาพรังสีในรูปของคาร์บอนมาคำนวณหาอายุของอินทรียวัตถุ (Radiocarbon) พบหลักฐานที่บ่งชี้ว่า สถานที่แห่งนี้เป็นที่ประกอบพิธีศพของกลุ่มชนชั้นสูงในยุคก่อนประวัติศาสตร์ โดยเริ่มก่อสร้างเมื่อ 3,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช และเผยให้เห็นว่าหินก้อนแรกถูกวางตั้งเมื่อประมาณ 2,400 – 2,200 ปีก่อนคริสตกาล ซึ่งรวมอายุทั้งหมดน่าจะประมาณ 5,000 ปีก่อนคริสตกาล บริเวณดังกล่าว ถูกขุดเป็นร่องดินและกำแพงดินล้อมเป็นวงกลม มีหลุมอยู่ 56 หลุม ภายในบรรจุไม้ไว้ ต่อมาจึงมีการเรียงหินขนาดต่าง ๆกันขึ้นไป จนกลายเป็นสโตนเฮนจ์ ( Stonehenge ) ในปัจจุบัน

            สโตนเฮนจ์ ( Stonehenge ) และบริเวณโดยรอบได้ถูกขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี ค.ศ.1986 หรือ ปีพ.ศ. 2529  และยังถูกจัดให้เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก อีกด้วย

             ถึงแม้ผลการพิสูจน์โครงกระดูกที่ถูกขุดมาจากบริเวณ สโตนเฮนจ์ ( Stonehenge ) จะบ่งชี้ว่าเคยถูกใช้เป็นสุสาน ก็ไม่ได้หมายความว่า นั่นคือ จุดประสงค์แรกของการสร้าง สโตนเฮนจ์ ( Stonehenge ) เพียงอย่างเดียว  มีข้อสันนิษฐานในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18 และ 19 เชื่อว่าเป็นวิหารที่พวกลัทธิครูอิดใช้ประกอบพิธีบูชาพระอาทิตย์ และการบูชายัญมนุษย์ ซึ่งจากแนวความคิดนี้ไม่น่าจะเป็นไปได้เพราะสโตนเฮนจ์ ( Stonehenge )นั้นสร้างเสร็จอย่างน้อย 1,000 ปีก่อนลัทธิดังกล่าวจะเฟื่องฟู


             อีกข้อสันนิษฐานหนึ่ง คือ ใช้เป็นสถานที่รักษา ซึ่งทีมนักวิจัยเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเสียงและดนตรีจากมหาวิทยาลัย ฮัดเดอร์ฟิลด์ ได้ค้นพบว่า แท่งหินมหึมาที่ตั้งเรียงตัวเป็นวงกลมเหนือเนินดิน สามารถสะท้อนเสียงได้อย่างวิเศษ คาดว่าดนตรีที่เล่นกันบริเวณ สโตนเฮนจ์ ( Stonehenge ) คงเป็นเพลงที่มีจังหวะธรรมดาซ้ำ ๆ และให้สะท้อนก้องอยู่ในบริเวณนั้น ตรงกันกับเทคโนโลยีกลศาสตร์นาโน ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยปรับปรุงงานวิจัยด้านการแพทย์  การผ่าตัด และการผลิตอาหาร


            อีกข้อสันนิษฐานหนึ่งคือ สโตนเฮนจ์ ( Stonehenge ) ถูกสร้างเพื่อศึกษาด้านดาราศาสตร์ สำหรับไว้สังเกตปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นบนท้องฟ้า เช่น การเกิดสุริยุปราคา และการเกิดจันทรุปราคา  เพื่อนำมาเป็นเครื่องคำนวณซึ่งใช้ในการทำปฏิทินดาราศาสตร์ และโหราศาสตร์ ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ เพราะแนวของก้อนหินกลุ่มต่าง ๆ ถูกจัดเรียงตามความสัมพันธ์กับแนวการเคลื่อนที่ของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ นักโบราณคดีแบบดั้งเดิมได้สันนิษฐานว่าวัตถุประสงค์สำคัญของ สโตนเฮนจ์ (Stonehenge )ถูกสร้างมาเพื่อต้องการให้ประชาชนได้เห็นถึง ความสัมพันธ์ระหว่างดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ในแง่มุมใหม่ ๆซึ่งต้องใช้การสังเกตที่ยาวนาน  และยังเป็นศูนย์รวมการนัดพบกันเพื่อชมพระอาทิตย์ขึ้น ในท่ามกลางฤดูร้อน และยังคงสืบทอดประเพณีนี้ ซึ่งในขณะนั้น ดวงอาทิตย์ได้ถูกกำหนดหน้าที่ขึ้นมา คือ เป็นวิหารแห่งดวงอาทิตย์ และอีกส่วนหนึ่งไปเป็นปฏิทินแสงแดด


    นักโบราณคดีเชื่อว่า สโตนเฮนจ์ ( Stonehenge ) ถูกโยงให้มีความสัมพันธ์ระหว่างดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์  เกี่ยวโยงกับเพศ ซึ่งดวงจันทร์ถูกนำไปเกี่ยวข้องกับเพศหญิง และดวงอาทิตย์ถูกนำไปเกี่ยวข้องกับเพศชาย  ทำให้มีข้อสันนิษฐานว่า สโตนเฮนจ์ ( Stonehenge ) อาจถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเทิดทูนเทพีแห่งดวงจันทร์ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ ได้ค้นพบว่า ตำแหน่งของดวงจันทร์ จะเปลี่ยนไประหว่างขั้วโลกเหนือ และ ขั้วโลกใต้ และที่น่าประหลาดใจอย่างยิ่งคือ สโตนเฮนจ์ ( Stonehenge )  สามารถดักจับแสงของดวงจันทร์ที่กำลังจะลับขอบฟ้า


   ผ่านหน้าต่าง สโตนเฮนจ์ ( Stonehenge )ได้ทุก ๆเดือนใน 1 ปี  และ ควบคู่ไปกับ การเทิดทูนเทพแห่งดวงอาทิตย์ จนปัจจุบัน เรายังไม่รู้วัตถุประสงค์ที่แท้จริง และยังไม่รู้ว่าใครเป็นผู้สร้าง สโตนเฮนจ์ ( Stonehenge )ยังคงเป็นปริศนาให้แกะรอยตามหากันต่อไป

                ขอบคุณแหล่งข้อมูล และรูปภาพประกอบ

      นิตยสารส่งเสริมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ Go Genius ปีที่ 4 ฉบับที่ 40 สิงหาคม 2551  ในเครือบริษัทนานมีบุ๊คส์ จำกัด
       wikipedia
       www.pantip.com
       www.truelife
       www.pinterest.com





วันจันทร์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2558

ความสุขที่แท้จริง 2.การตัดสินใจ

                  หลังจากวันขึ้นปีใหม่มาแล้วใครหลายคน ยังคงค้างคาเรื่องแย่ๆไว้ยังไม่ได้รับการปรับปรุง  วันนี้ (วันนี้มีได้ทุกวันจริงๆ แต่วันพรุ่งนี้ไม่เคยมีเลย) อยากเอาแนวคิดที่ดีเยี่ยมที่สุดมาไว้เป็นหลักให้เกาะดูนะ   คนส่วนใหญ่ต้องการหาความสมบูรณ์แบบ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วไม่มีความสมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซนต์ในชีวิตเป็นสิ่งที่แน่นอนที่สุด ขึ้นอยู่กับเราเองต่างหากที่จะตัดสินว่าแค่ไหนคือความสมบูรณ์แบบของเรา หากเราไม่มีหลักยึดในการคิด เราก็จะหลงทางในการตัดสินเรื่องบางเรื่อง ซึ่งไม่มีใครรู้เรื่องนั้นดีเท่ากับตัวเราเอง ขอนำเรื่องเล่าจากประสบการณ์จริงฯมาเป็นแนวทางการตัดสินใจ ลองอ่านดูนะ เบา ๆสบายๆ แล้วก็ชิว ๆ ยิ้มไว้นะ

                   เรื่องที่ 2. การตัดสินใจ  ปัญหาที่มีทางแก้ย่อมต้องอาศัยการตัดสินใจ  แต่เราจะตัดสินใจเรื่องสำคัญในชีวิตได้อย่างไร ?   โดยปกติแล้วเราพยายามที่จะพึ่งคนอื่นให้ตัดสินใจเรื่องยาก ๆ แทนเรา ด้วยวิธีนั้นหากมีสิ่งใดผิดพลาดไป เราจะสามารถกล่าวโทษผู้อื่นได้ ท่านพระอาจารย์จึงชี้แนะวิธีการ ที่สามารถตัดสินใจอย่างฉลาดได้ด้วยตนเอง ดังนี้

                   ปัญหาทำให้เราเหนื่อย  เมื่อเรามาถึงสี่แยกและเราไม่แน่ใจว่าเราจะไปทางไหน เราก็สมควรรอที่ข้างทาง หยุดพัก และคอยรถเมล์ (เห็นเก้าอี้นั่งนั่นไหม  นั่งพักสักนิด) ปกติแล้วเมื่อเราไม่ได้คาดหวังอะไรนัก ก็มักจะมีรถเมล์ผ่านมาเสมอ ข้างหน้ารถเมล์มีป้ายเขียนด้วยตัวอักษรขนาดใหญ่เด่นชัด บอกว่ารถเมล์คันนี้จะวิ่งไปไหนบ้าง ถ้าจุดหมายปลายทางนั้นตรงกับที่เราจะไป เราก็ขึ้นรถเมล์คันนั้น  ถ้ายังไม่ใช่เราก็รอต่อไป และมักจะมีรถเมล์คันอื่นๆ ตามหลังมาเสมอ

ภาพของ Marjolein Bastin


              กล่าวอีกนัยหนึ่ง เมื่อเราต้องตัดสินใจและเรายังไม่แน่ใจว่า จะตัดสินใจอย่างไรดี  เราจำเป็นจะต้องหยุดพักที่ข้างทาง หยุดพักและคอย  ในไม่ช้าเมื่อเราไม่ได้คาดหวังอะไรนัก  คำตอบจะมาเอง คำตอบแต่ละคำตอบย่อมนำไปสู่จุดหมายปลายทางของมัน ถ้าจุดหมายปลายทางนั้นเหมาะสมกับเรา  เราก็เลือกเส้นทางนั้น  ถ้าไม่ใช่เราก็คอยต่อไป มันย่อมจะมีคำตอบอื่น ๆตามมาเสมอ


                 นั่นคือวิธีการที่พระอาจารย์นำมาใช้ในการตัดสินใจ เราจะรวบรวมข้อมูลทั้งหมด และรอคอยคำตอบ คำตอบที่ดีย่อมมาถึงเสมอ ตราบเท่าที่เราอดทนรอ และมันมักจะมาถึงอย่างฉับพลันในขณะที่เราไม่ได้คิดถึงเรื่องของมันเสียด้วยซ้ำ

ดังพุทธโอวาทของพระพุทธองค์ที่กล่าวว่า

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! ไม่มีความสุขใดเสมอด้วยความสงบ ความสุขชนิดนี้สามารถหาได้ในตัวเรานี้เอง”

ช่างแสนโรแมนติก

                 และเมื่อใดที่เราพยายามตัดสินใจเรื่องสำคัญ เราสามารถใช้กลยุทธ์ในการตัดสินใจที่ได้แนะนำมาแล้วข้างต้น และ/หรือ ท้ายที่สุดเราก็ต้องตัดสินใจด้วยตัวของเราเอง และถ้ามันไม่ได้ผล ก็อย่าได้โทษใคร  เพราะการโทษคนอื่น มักจะไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาอะไรได้ ดังตัวอย่างที่พระอาจารย์หลวงพ่อชาได้ชี้ให้เห็น แล้วนำไปพิสูจน์กันได้ ซึ่งเกี่ยวกับอาการคัน  การคันที่ก้นแล้วไปเกาที่หัว อาการคันมันจะมันหายไปไหม  ดังนั้นเมื่อเกิดการตัดสินใจผิดพลาด หรือไม่ได้ผลตามปรารถนา เราก็แค่ทำความเข้าใจและยอมรับผลของการตัดสินใจที่เกิดขึ้น เคารพในความคิดของตนเอง และรักที่จะให้อภัยกับตัวเองกับการตัดสินใจที่ไม่ได้ผล ไว้เป็นบทเรียนในคราวต่อไปแล้ว 

เอ๊ะ เราจะไปเที่ยวไหนดีนะ

                    สุดท้ายหันกลับไปมองรอบ ๆตัวเรา แล้วก็ไปเที่ยว ดูงานศิลป ชมภาพที่สวยงาม ฟังเพลง และหาหนังสือดี ๆอ่านสักเล่ม หรือ กิจกรรมที่ไม่ต้องลงทุนมากนัก เช่นเหตุเกิดกลางวัน ก็มองท้องฟ้า รับสายลมแสงแดด นั่งก้อนหินใต้ต้นไม้ แล้วหายใจเข้าลึกๆ หนึ่งฟืด ถ้าเหตุเกิดกลางคืน อยู่บ้านหรือที่ๆ ปลอดภัยที่สุด นั่งแหงนหน้ามองขึ้นท้องฟ้า รับสายลมและแสงจันทร์ แสงดาว เวลานี้ไม่ต้องนั่งใต้ต้นไม้นะ (เพราะต้นไม้จะคายก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาไม่มีประโยชน์กับชีวิตเรา ฮิ ฮิ )จะ นั่ง จะนอน หรือท่าไหนก็ได้ ทำแล้วสบายใจ  ผลไม่ทำให้ใครเดือดร้อน ตัวเองไม่เดือดร้อน  ก็จงทำตามอัธยาศัยที่ปลดปล่อยอารมณ์กลางแจ้งเพื่อรับแสงจันทร์และแสงดาว สุดท้าย สำคัญที่สุดยิ้มเข้าไว้นะ

ขอบคุณแหล่งข้อมูลและรูปภาพประกอบ  
    
         1. หนังสือพุทธโอวาทก่อนปรินิพพาน อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ นายกฤษณ์ ผือโย ม.ป.ช. ม.ว.ม. ณ เมรุวัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร วันพุธที่ 4 พฤษภาคม  2548
         2. หนังสือ ชวนม่วนชื่น ธรรมะบันเทิงหลายเรื่องเล่า โดย อาจารย์พรหม
กองทุนสื่อธรรมะทอสี และ มูลนิธิปัญญาประทีป
           3.  www.thawsischool.com         
         4. www.panyaprateep.com 
                   .     
         5.  www.pinterest.com     






วันเสาร์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2558

ดินแดนที่ยอดเยี่ยมของโลก 1.Death Valley หุบเขาแห่งความตาย

   ดินแดนมหัศจรรย์ของโลก    (The world's wonderland)

                  โลก ที่เราอาศัยอยู่นี้เต็มไปด้วยเรื่องราวที่แสนวิเศษมากมาย ทั้งที่ตื่นเต้น  เป็นสิ่งลี้ลับที่รอการไขปริศนา และความมหัศจรรย์ที่ไม่น่าจะเป็นไปได้  ดุจดังมีเวทมนต์มายาชวนให้เราติดตามค้นหา  การเดินทางท่องเที่ยวเป็นสิ่งหนึ่งที่นำพาเราไปสู่การเปลี่ยนแปลงชีวิต  บางคนเปลี่ยนทัศนคติ บางคนเปลี่ยนสถานที่อยู่อาศัย บางคนคนเปลี่ยนความสำคัญในชีวิตไปอย่างสิ้นเชิง  สถานที่บางแห่งสวยงามราวกับสวรรค์วิมาน (ซึ่งจริง ๆ แล้วก็ไม่รู้ว่าสวรรค์มีจริงหรือเปล่า แล้วจะสวยงามอย่างที่เรามโนกันหรือไม่) บางแห่งก็น่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก  (เขาก็เปรียบเป็นนรกอีก ซึ่งจริง ๆแล้ว นรกมันเลวร้ายหรือแย่ขนาดนั้นจริง ๆหรือ) บางแห่งก็ช่างน่าตื่นเต้นหวาดเสียว ชวนขนลุกขนพอง ด้วยบรรยากาศที่ธรรมชาติสร้างขึ้นมา + กับคำเล่าลือเล่าอ้างของคนในท้องถิ่นนั้น ๆ ซึ่งรอคอยการพิสูจน์จากนักเดินทางทุกคน
                         หากเรามีโอกาส หรือ มีปัจจัยหลายอย่างเอื้ออำนวย เราก็ควรหาเวลาเดินทางท่องเที่ยวให้ได้มากที่สุด เก็บเกี่ยวประสบการณ์ชีวิต และ เก็บเกี่ยวกำไรที่ธรรมชาติได้คืนให้แก่เรา  บางเวลาธรรมชาติก็มีโบนัสให้เราได้อิ่มเอม ชื่นตา ชื่นใจ  หากเรายังคงเดินทางท่องเที่ยวต่อไปเรื่อย ๆ อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
                         หากเราไม่มีโอกาส หรือ ไม่มีปัจจัยให้เอื้ออำนวยต่อการเดินทางท่องเที่ยวสัมผัสโดยตรง ไม่ต้องเสียใจไป การเดินทางท่องเที่ยวอีกรูปแบบหนึ่งที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่มีทั้งเวลา และโอกาส และปัจจัย  นั่นคือ การท่องเที่ยวบนโลกอินเตอร์เน็ต  มาหาความรู้ ความบันเทิง ความสวยงาม ความมหัศจรรย์จากผู้ที่มีโอกาส และมีปัจจัย และมีความรักที่จะแบ่งปันให้พวกเราได้ชื่นชม ต้องขอขอบคุณผู้ที่มีโอกาสเหล่านั้น ที่ได้แบ่งปันโอกาสนำมาเผยแพร่ให้เราคนไทยได้อ่านและชื่นชมธรรมชาติในส่วนที่เราไม่มี  และขอบคุณกูเกิ้ลผู้ยิ่งใหญ่ที่เปิดโลกทัศน์ให้แก่ชาวโลก Thanks
             ดินแดนมหัศจรรย์แห่งแรกที่เราจะพาไป เป็นปริศนา ที่รอคอยให้นักเดินทางท่องเที่ยว และนักวิทยาศาสตร์ทั้งหลาย ไขปริศนา แปลกแต่จริง ก้อนหิน มันมี ชีวิต ! มันเดินได้ หรือบางเวลามันอาจจะแอบคุยกันเหมือนกับเราก็ได้  เอ๊ะ ! มันเป็นโทรลส์ (Troll) หรือเปล่านะ หรือ โทรลส์ (Troll) มีจริง ตามไปพิสูจน์กัน

1. ก้อนหินเดินได้ แห่งหุบเขามรณะหรือ หุบเขาแห่งความตาย Death Valley
 อุทยานแห่งชาติ เดธวัลเลย์ ( Death Valley ) หรือ หุบเขามรณะ หรือหุบเขาแห่งความตาย เป็นทะเลทราย ทีมีพื้นที่ครอบคลุมบางส่วนของรัฐแคลิฟอร์เนีย และ รัฐเนวาดา  โดยอุทยานแห่งนี้ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่หุบเขาที่ต่ำที่สุด คือต่ำกว่าระดับน้ำทะเลถึง 86 เมตร  และแห้งแล้ง ทุรกันดารที่สุด แทบไม่มีฝนตกเลยในแต่ละปี หรือ ฝนตกติดต่อกันนานถึง 1 เดือน  เป็นสถานที่ที่มีอุณหภูมิสูงถึง 49 องศาเซลเซียส และมีลักษณะคล้ายเขาวงกต  ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของ สหรัฐอเมริกา จึงเป็นที่มาของชื่อหุบเขามรณะ  Death Valley และบริเวณดังกล่าว ถือว่าเป็นจุดที่ต่ำที่สุดในอเมริกา และเป็นจุดต่ำสุดของซีกโลกตะวันตก หรือ ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลประมาณ 282 ฟุต หรือ 86 เมตร ทำให้เกิดทะเลสาบเกลือ หรือ ลานเกลือ ( Salt Flat ) ซึ่งเป็นแหล่งที่นักท่องเที่ยวนิยมมากเช่นกัน




                    ก้อนหินเดินได้จริงไหม ? ก้อนหินเดินได้ถูกค้นพบเมื่อปี ค.ศ.1948 หรือ พ.ศ.2491 ก้อนหินเหล่านี้เคลื่อนที่ไปทั่วบริเวณที่ราบเรซแทรก พลายา  (Racetrack Playa) ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศสหรัฐอเมริกา   ซึ่งเคยเป็นทะเลสาบในยุคก่อนประวัติศาสตร์ แต่ในปัจจุบันน้ำได้แห้งไปหมดแล้วที่แห่งนี้จึงได้ชื่อว่า   หุบเขาแห่งความตาย (Death Valley)  เป็นเวลากว่าหกสิบปีแล้วที่ นักวิทยาศาสตร์ยังคงเฝ้าสังเกตการเคลื่อนย้ายตำแหน่งของหินอย่างต่อเนื่อง  ซึ่งบางครั้งพวกมันมีการเคลื่อนตัวทิ้งร่องรอยเป็นทางยาว 300 เมตร
                   จึงได้มีการตั้งข้อสังเกตว่า ถ้าเป็นอย่างนั้นหินบางก้อนที่หนักกว่าคน  จะเคลื่อนที่ได้เองเป็นระยะทางไกลแบบนั้นได้อย่างไร  จากการค้นพบนั้น จึงได้มีการตั้งชื่อให้หินแต่ละก้อน (น่ารักดีนะ จะได้จำได้ด้วย แจ๊คอยู่ไหน ซนนะไปไกลเชียว) รวมถึงก้อนใหม่ ๆที่กลิ้งไปตามเนินเขาโดยรอบด้วย
                  นักธรณีวิทยาพยายามจะเปิดเผยความลับที่แท้จริงนี้ พวกเขาอ้างถึงทฤษฏีมากมาย เช่น ทฤษฏีสิ่งมีชีวิตต่างดาว  ภูตผีปีศาจ สนามแม่เหล็กโลก  บางคนถึงกับเชื่อว่ามันคือ สิ่งประดิษฐ์ของหน่วยสืบราชการลับ
                  หลังจากนั้นอีก 7 ปี คือ ในปี ค.ศ.1955 หรือ พ.ศ.2498 นายจอร์จ เอ็ม สแตนลีย์ ได้เสนอความคิดที่น่าเชื่อถือมาก จากการศึกษาการเคลื่อนที่ของก้อนหินที่บันทึกไว้นั้น ต่างเกิดการเคลื่อนตัวขึ้นในช่วงฤดูหนาวทั้งสิ้น  เขากล่าวว่า หินจะเคลื่อนตัวในช่วงฤดูหนาวหลังฝนตกหนัก  ก้อนหินจะไถลไปบนแพน้ำแข็งตามกระแสลม เขาเรียกว่า ทฤษฏีแพน้ำแข็ง  ซึ่งเป็นคำอธิบายที่มีความเป็นไปได้สูง เพียงแค่มีลมเบา ๆ ก็ทำให้ก้อนหินเคลื่อนที่ได้แล้ว  เพราะแพน้ำแข็งจะช่วยให้ก้อนหินไม่เกาะติดกับพื้นดินมากเกินไป
                  แต่ก็ยังไม่เป็นที่สรุปฟันธงว่าใช่ เหล่านักวิทยาศาสตร์ก็ยังคงสงสัยปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นมันช่างน่าอัศจรรย์ จึงต้องทำการศึกษาบันทึกต่อ
      ในช่วงฤดูหนาว อุณหภูมิจะลดลงอย่างรวดเร็วจนถึง  -10องศาเซสเซียส ขณะที่อุณหภูมิช่วงฤดูร้อนในที่ร่มจะพุ่งสูงขึ้นถึง 48 องศาเซสเซียส  (ตายแน่เลยเรา) นักธรณีวิทยาจึงต้องหันมาทำการบันทึกในช่วงตั้งแต่ต้นฤดูใบไม้ผลิ คือช่วงเดือน มีนาคม – มิถุนายน ซึ่งก็ได้ข้อสรุปว่า จะพบเห็นการเคลื่อนตัวของก้อนหินได้ในช่วงฤดูหนาว แต่ยังต้องพิสูจน์สิ่งที่เคลื่อนที่อย่าง คือ น้ำแข็ง
     สแตนลีย์ได้ตั้งสมมติฐานไว้กับลมกำลังแรงปานกลาง  จากข้อมูลของทางกรมอุตุนิยมวิทยา ที่ได้ทำการค้นคว้ามานั้น พบว่า ลมที่หุบเขาแห่งความตาย จะพัดแรงที่ความสูง 1 – 2 เมตรเหนือพื้นดินเท่านั้น เนื่องจากหินเดินได้จะมีขนาดไม่สูงกว่า 10 เซนติเมตร ลมกำลังแรงจึงต้องพัดอยู่เหนือพวกมัน แต่การพิสูจน์นี้ยังใช้ไม่ได้ เพราะว่าการตรวจวัดที่กล่าวถึงนี้ทำที่ทะเลสาบพานามินต์ ซึ่งอยู่ไกลออกไปทางทิศใต้นับสิบกิโลเมตร และเป็นพื้นที่ที่ต่ำกว่าลงไปอีก 500 เมตร  ถือว่ามีสภาพอากาศที่แตกต่างจากที่ราบเรซแทรก พลายา  (Racetrack Playa) ซึ่งปัจจุบันเรารู้ว่าลมที่เกือบจะเป็นไซโคลนจะมีกำลังแรงถึง 145 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และมักจะเฉียดถึงพื้นดินแค่ไม่กี่เซนติเมตร
                  นอกจากนี้ทฤษฏีของสแตนลีย์ยังอ้างถึง ในขณะที่ฝนตกหนักโอกาสที่จะมีลูกเห็บตกลงมาด้วยจะเกิดขึ้นน้อยมาก ขณะที่การเคลื่อนที่ของก้อนหินกลับพบบ่อยกว่า (อย่างน้อยปีละครั้ง) และจากการสังเกตการเคลื่อนที่ของก้อนหินซึ่งทำให้เกิดร่องรอยบนพื้นดินพบว่า หินบางก้อนชนกันไปมาและเกิดการกระดอนเหมือนลูกบิลเลียด ทฤษฏีแพน้ำแข็ง ยังคงอธิบายอีกว่า หินแต่ละก้อนมีเส้นทางการเคลื่อนที่ขนานกัน


                    ชาร์ลส์ เดอ คูลอมบ์ ได้อธิบายไว้ว่า  เมื่อฝนที่ตกลงมาในแต่ละครั้ง ทำให้ดินเหนียวบริเวณที่ราบเรซแทรก พลายา ลื่นขึ้นมาก แล้วลมก็ไปดันก้อนหิน โดยไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดเป็นน้ำแข็ง แค่ชั้นน้ำบาง ๆ ก็เพียงพอที่จะทำให้หินเคลื่อนที่ได้ และดูเหมือนว่าจะเป็นไปได้ยาก แต่ก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้ โดยเขาใช้หลัก วิธีการเอาชนะแรงเสียดทาน (เราก็เริ่มมึนแล้ว ถ้าไม่สนใจโดดข้ามไปได้เลย ปวดหัว) คือ เมื่อดันอิฐก้อนโตเพื่อให้มันไถลไปบนพื้นดิน เราจะต้องสู้กับน้ำหนักของมันโดยไม่รู้ตัว มันจะเป็นไปได้อย่างไร ในเมื่อน้ำหนักกระทำในแนวตั้ง แต่แรงผลักของเราเกิดขึ้นในแนวนอน เมื่อขยายภาพดูในจุดเล็กมาก ๆ พื้นผิวที่หยาบของก้อนหินและของพื้นดินมีลักษณะคล้ายฟันเลื่อย นั่นหมายความว่า พวกมันประกอบด้วยหยักเล็ก ๆขึ้นลงสลักกันไป ก้อนหินติดอยู่บนดินได้ก็เพราะเม็ดตะปุ่มตะป่ำบนพื้นผิวไปสอดประสานเข้ากับรูบนดินพอดี
                    หากเราผลักเบาไปหรือไม่มีแรงพอที่จะทำให้น้ำหนักของหินดันตัวขึ้นบนเนินได้ หินก็จะไม่ขยับ  จริง ๆ แล้วแรงที่จะทำให้มันเคลื่อนไปข้างหน้าในแนวราบคือ ส่วนหนึ่งของน้ำหนักหินต่างหาก  อัตราส่วนนี้จะยิ่งมากตามเนินที่ลาดชันขึ้น เราเรียกว่า การยึดเกาะ และแน่นอนว่าขึ้นอยู่กับธรรมชาติของพื้นผิวด้วย และด้วยลมที่พัดมาอย่างสม่ำเสมอด้วยความเร็ว 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ก็พอที่จะทำให้หินเกือบทุกชนิดเคลื่อนที่ได้ แต่ก็ไม่ใช่เสมอไป การเคลื่อนที่ของก้อนหินก็แล้วแต่สถานการณ์พาไป
ทฤษฏียังไม่หมด  ก็ได้มีการตั้งข้อสงสัยจากนักชีววิทยา (ไม่ได้ระบุชื่อ) ว่า สำหรับก้อนหินที่มีน้ำหนัก 35 กิโลกรัม กระแสลมสามารถที่จะพัดให้มันเคลื่อนที่ได้นั้น  ถ้าเปรียบเทียบกับแรงยึดเกาะระหว่างหินและดิน ที่น้อยกว่า 20 % ซึ่งเกือบจะเท่ากับยางรถยนต์ที่ไม่มีดอกวิ่งอยู่บนถนนเปียก และถ้าก้อนหินที่มีน้ำหนักมากกว่า 50 กิโลกรัม สามารถเคลื่อนที่ไปได้ ( เอ๊ะ! ) แสดงว่าต้องมีอะไรบางอย่างที่ทำให้การยึดเกาะน้อยลง ซึ่งข้อสงสัยนี้นักชีววิทยามีคำตอบให้


                    นักชีววิทยาได้ค้นพบ สาหร่ายสีน้ำเงินแกมเขียวขนาดจิ๋ว 1 ที่เติบโตอยู่ใต้ร่มเงาของก้อนหิน และก่อตัวเป็นชั้นอยู่ที่ฐานของก้อนหินเหล่านั้น เมื่อมีฝนตกลงมา สาหร่ายเหล่านี้จะกลายเป็นสารหล่อลื่นอย่างดี  ที่ทำให้พื้นผิวใต้ก้อนหินลื่นยิ่งกว่าลานสเกตน้ำแข็งเสียอีก
                    และในปี ค.ศ.2011 หรือ พ.ศ.2554  มีนักวิทยาศาสตร์รายหนึ่ง ได้ตีพิมพ์เผยแพร่ผลการทดสอบ สมมุติฐานเรื่องก้อนหินเดินได้ บนพื้นทรายที่ใส่ไว้ในกล่องใส่อาหาร Tupperware( แต่มีข้อขัดแย้งคัดค้านมากมาย)  นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการทดลองและตรวจสอบ โดยการติตตั้งกล้องถ่ายภาพไว้หลายจุดในพื้นที่เป้าหมาย พร้อมติดกล่องติดตาม GPS บนก้อนหินหลายลูก  บนพื้นผิวท้องทะเลทรายบริเวณ ที่ราบเรซแทรก พลายา  (Racetrack Playa)  ในเดือนธันวาคม ปี ค.ศ.2013  หรือ พ.ศ.2556สามารถจับภาพถ่ายเหตุการณ์จริงได้ พร้อมกับค่าวัดตามมาตรวัดต่าง ๆ ที่ต้องการ เพื่อพิสูจน์เรื่องก้อนหินเดินได้  สายลมพัดผ่านพื้นผิวน้ำแข็งบาง ๆ บางแผ่นรองรับก้อนหินไว้ทำให้ก้อนหินเดินได้ เพราะลอยไปบนน้ำที่ท่วมทะเลทราย ส่วนบางก้อนอาจถูกแผ่นน้ำแข็งกระแทกให้เดิน นักวิจัยสังเกตพบว่า แผ่นผื้นน้ำแข็งชั้นบาง ๆ หนาเหมือนแผ่นกระจำประมาณ 3 – 6มิลลิเมตร ที่ก่อตัวขึ้นบนพื้นผิวท้องทะเลทรายในที่ราบเรซแทรก พลายา  (Racetrack Playa)  มาจากฝนตกแล้วน้ำท่วมขังในเดือน พฤศจิกายน (ถ้าปีไหนฝนไม่ตกเลย จะไม่พบเห็นหินเดินได้) ในตอนกลางคืน/กลางวัน วันที่มีอากาศหนาวเย็นมาก 
     พื้นที่ชุ่มน้ำจะเริ่มกลายเป็นน้ำแข็ง แต่พอในเดือนธันวาคม น้ำแข็งจะเริ่มละลายและบางส่วนเป็นแอ่งน้ำอยู่บนผิวดิน ก้อนหินที่วางลอยอยู่บนก้อนน้ำแข็งส่วนหนึ่งจะเริ่มเดินได้ ต้องมีความเร็วลมต่อเนื่องอย่างน้อย 10 เมตรต่อนาที  จึงจะทำให้ก้อนหินเคลื่อนที่ได้ช้า ๆ 2 – 5 เมตรต่อนาที ก้อนหินบางก้อนเดินไปได้ไกลถึง 200 ฟุต ทิ้งร่องรอยทางเดินของก้อนหินไว้บนพื้นโคลนในทะเลทรายที่น้ำท่วมขังไว้  ปรากฏการณ์นี้จะสิ้นสุดช่วงมกราคม –  มีนาคม ขึ้นอยู่กับน้ำแข็งในพื้นที่ดังกล่าว ไม่แปรสภาพเป็นน้ำละลายซึมลงผิวดินระเหยไปบางส่วน เพราะแสงแดดสาดส่องและกระแสลม ที่พัดผ่านพื้นที่ด้วยความเร็วลม 4 – 5 เมตรต่อวินาที แต่นักวิทยาศาสตร์ยังหาคำตอบไม่ได้ว่า ทำไมก้อนหินขนาดใหญ่บางก้อนจึงไม่ร่วมเดินขบวนไปด้วย ในช่วงลมพายุพัดผ่านพื้นผิวทะเลทรายแห่งนี้ ทั้งที่ก้อนหินอยู่บนพื้นผิวน้ำแข็งชั้นบาง ๆ ลอยอยู่บนแอ่งน้ำอย่างเห็นได้ชัด ยังต้องรอค้นหาคำตอบเพิ่มเติมในเรื่องนี้ ทำให้เรื่องก้อนหินเดินได้ (บางก้อน) ยังคงเป็นเรื่องลึกลับใน ที่ราบเรซแทรก พลายา  (Racetrack Playa)   ต่อไป และ โทรลส์ มนุษย์ก้อนหิน หรือ ก้อนหินมนุษย์ยังคงเล่นหนังให้เราดูต่อไป

 (เพิ่มเติม) 1. สาหร่ายสีน้ำเงินแกมเขียวขนาดจิ๋ว อยู่ในสกุลไมโครคอเลียส (Microcoleus sp.)
จะเติบโตอยู่ในบริเวณที่แห้งแล้งที่สุด พวกมันจะรวมตัวกันเป็นอาณานิคมที่เชื่อมโยงเกี่ยวเข้าด้วยกัน เมื่อมันแห้งจะมีลักษณะคล้ายกระดาษสีเทาแกมเขียว ราวกับกระดาษที่มีชีวิต มันจะจำศีลอยู่ในสภาพนี้จนกว่าจะได้รับความชื้นอีกครั้ง เราจะพบร่องรอยของสาหร่ายสีน้ำเงินแกมเขียวชนิดนี้ในหุบเขาแห่งความตาย  โดยเฉพาะที่ก้อนหินซึ่งเกิดมาเป็นเวลานาน และไม่กี่วันหลังจากฝนกระหน่ำลงในทะเลทรายแห่งนี้ เมื่อพวกมันเปียกมันจะกลายเป็นวุ้นและลื่นมาก (คล้ายกับตะไคร่น้ำที่เกาะบนหินในน้ำ) ดังนั้นมันจึงช่วยลดแรงยึดเกาะระหว่างดินและก้อนหินได้มาก จนทำให้หินที่หนักมากกว่า 50 กิโลกรัมสามารถลื่นไถลไปบนพื้นดินตามแรงลมได้



ขอบคุณแหล่งข้อมูลและรูปภาพประกอบ
1.หนังสือส่งเสริมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ Go Genius ปีที่ 5 ฉบับที่ 58 เดือนกุมภาพันธ์ ปีพ.ศ.2553  สำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์
2.วิกีพีเดีย
3.www.pinterest.com
4.www.pantip.com

วันพฤหัสบดีที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2558

ความสุขที่แท้จริง 1.ก้อนอิฐที่ไม่เข้าที่

          
                           ขอนำเรื่องราวแห่งความสุขที่แท้จริง ที่จะชวนให้คุณสร้างรอยยิ้มในใจ และเปิดรับโลกใหม่ ในมุมมองใหม่ ๆ   ไปกับเรื่องราวในหนังสือนิทาน หรือ หนังสือในตำนานต่างๆ รวมถึงสุภาษิต และเรื่องราวในหลักคำสอนของพระพุทธศาสนา  หรือ คำสอนธรรมะ จากทุกศาสนา ที่สนุกสนานจากประสบการณ์ตรงของผู้แต่ง  นำมาเรียงร้อย รวบรวมให้เป็นแหล่งรวมกำลังใจ สำหรับใครหลาย ๆ คน ที่กำลังรู้สึกแย่ ว้าเหว่ โดดเดี่ยว คิดอะไรไม่ออก เจอทางตัน  เรื่องราวต่าง ๆ ที่เก็บเล็กผสมน้อยมารวบรวมไว้ให้นี้ จะช่วยให้เห็นแสงที่ปลายอุโมงค์ ได้เข้าใจถึงคำว่า ความสุข คืออะไร  จะค้นพบความจริงของตัวเองว่า เราต้องการสิ่งใดในชีวิตของเราจริง ๆ  สิ่งที่เราตัดสินใจไปแล้วผิดไหม หรือ กำลังจะตัดสินใจอะไรบางอย่าง ต้องทำอย่างไร เรื่องราวเหล่านี้ได้ช่วยเปลี่ยนชีวิตของผู้อ่านให้ดีขึ้นมามากมาย รวมถึงตัวผู้รวบรวมเองด้วย  การอ่านเรื่องดี ๆ เป็นยาวิเศษที่ยอดเยี่ยมมาก รักษาโรคที่ร้ายแรงที่สุดของเราให้หายได้เป็นปลิดทิ้ง คุณเชื่อหรือไม่  ความสุขที่แท้จริงของคุณคืออะไร  อยากรู้อยากรู้มะ มาม๊ะมาค้นหาความสุขที่แท้จริงกันเถอะ!!

สงบได้                         จะสำนึกในความวุ่นวายของตน
เงียบเป็น                     จะสำนึกในความเพ้อเจ้อของตน
มีน้ำใจ                         จะสำนึกในการด่วนสรุปคนอื่นของตน      (สุภาษิตจีนโบราณ)

เรามาเริ่มเรื่องแรกในวันขึ้นปีใหม่ ปีพุทธศักราช 2558 หรือ คริสต์ศักราช 2014 กันเลย

1.เรื่อง ความสมบูรณ์แบบและความรู้สึกผิด

1.1  ตอน ก้อนอิฐที่ไม่เข้าที่เข้าทางสองก้อน

            หลังจากการซื้อที่ดินเพื่อสร้างวัดเมื่อ พ.ศ. 2526 นั้น เราก็หมดตัวและเป็นหนี้โดยที่ยังไม่มีสิ่งปลูกสร้างใด ๆ แม้แต่เพิงที่อาศัยได้ บนที่ดินผืนนั้น ในช่วงสองสามอาทิตย์แรก เราต้องอาศัยนอนอยู่บนบานประตูเก่า ๆ ที่ซื้อมาถูก ๆ จากคนขายของเก่า เราหนุนบานประตูเก่า ๆ นั้นให้สูงขึ้นจากพื้นดินด้วยก้อนอิฐ (เราไม่มีแม้แต่เบาะนอน นั่นก็เป็นของแน่นอนอยู่แล้วเพราะว่าเราเป็นพระป่านี่)

            ท่านเจ้าอาวาสได้บานประตูที่ดีที่สุด เป็นบานประตูเรียบ ๆ ส่วนบานประตูของอาตมาเป็นชนิดที่มีบัว  แถมยังมีรูขนาดใหญ่พอควรอยู่ตรงกลางตรงบริเวณที่เคยติดลูกบิด  โชคดีนะที่เขาถอดลูกบิดออกไปแล้ว  แต่เจ้ารูนี่ก็ยังคงอยู่เกือบจะกลางเตียงประตูของอาตมาทีเดียว  อาตมาเคยพูดตลก ๆ ว่า อาตมาไม่ต้องลุกจากเตียงไปเข้าห้องน้ำหรอกนะ! ความจริงที่แสนหนาวก็คือว่า ลมสามารถพัดกรูผ่านเจ้ารูนี่มาถึงตัวอาตมา ทำให้อาตมาไม่ค่อยได้หลับได้นอนในช่วงค่ำคืนเหล่านั้น

        พวกเราเป็นพระจน ๆ ที่ต้องการอาคารที่พักอาศัย แต่ไม่มีกำลังทรัพย์พอที่จะจ้างช่างก่อสร้างได้ แค่ค่าวัสดุต่าง ๆ ก็แพงเกินพอแล้ว  อาตมาจึงต้องเรียนรู้ว่าเขาทำงานก่อสร้างกันอย่างไร เตรียมฐานรากอย่างไร  ตลอดจนถึงการผสมคอนกรีต การก่ออิฐ การตั้งหลังคา งานประปา และทุก ๆ อย่าง  ก่อนจะบวชอาตมาเคยเป็นนักฟิสิกส์ทฤษฏีและเป็นครูโรงเรียนมัธยม ผู้ไม่เคยคุ้นกับการใช้แรงงานด้วยมือทั้งสองนี้  เพียงไม่กี่ปีอาตมากลายเป็นช่างก่อสร้างที่มีฝีมือไม่เบา  ขนาดที่จะสามารถเรียกคณะทำงานของอาตมาได้ว่า บริษัทพุทธก่อสร้าง (BBC-Buddhist Building Company) แต่ขณะที่เริ่มต้นนั้นมันช่างเป็นเรื่องที่ยากเย็นแสนเข็ญเอามาก ๆ

             การก่ออิฐอาจจะดูเป็นเรื่องง่าย ๆ เพียงแค่โปะปูนลงไปแล้ววางก้อนอิฐ แตะด้านนี้ทีด้านนั้นทีให้เข้าที่ ตอนอาตมาเริ่มก่ออิฐใหม่ ๆ อาตมาแตะกดมุมหนึ่งลงเพื่อให้ได้ระดับ อีกมุมหนึ่งกลับยกขึ้น พออาตมากดด้านที่ยกขึ้นนั้นให้ลงมา อิฐก็เริ่มแตกแถวแตกแนว หลังจากที่อาตมาดันมันให้กลับเข้าที่ มุมแรกก็เริ่มสูงเกินไปอีกแล้ว โยมลองทำดูซิ!

            เพราะอาตมาเป็นพระ  อาตมาจึงมีความอดทนและมีเวลาที่จะทำงานได้โดยไม่จำกัด อาตมาจึงทำงานอย่างประณีตที่สุด โดยไม่สนว่าจะต้องใช้เวลายาวนานเท่าใด  เพื่อให้มั่นใจได้ว่าอิฐทุก ๆ ก้อนจะถูกวางไว้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด  ในที่สุดการก่อกำแพงอิฐแผงแรกของอาตมาก็สำเร็จลง  อาตมาก้าวถอยออกมายืนชื่นชมผลงาน ในชั่วขณะนั้นแหละที่อาตมาสังเกตเห็น ....โอ้ย!.... อาตมาก่ออิฐพลาดไปสองก้อน อิฐก้อนอื่น ๆ เป็นแถวเป็นแนวสวยงาม มีแต่เจ้าอิฐสองก้อนนี่แหละที่เอียง ๆ ทำมุมกับแนวอิฐก้อนอื่น ๆ มันดูแย่มาก ๆเลย มันทำให้กำแพงทั้งแผงดูไม่ดีเลย

 ขณะนั้นปูนก่ออิฐก็แข็งเกินกว่าที่จะสามารถดึงอิฐออกมาก่อใหม่เสียแล้ว  อาตมาจึงกราบเรียนท่านเจ้าอาวาส ขอทุบกำแพงเพื่อเริ่มต้นก่ออิฐใหม่อีกครั้ง หรือถ้าจะให้ดีก็อยากจะระเบิดมันทิ้งไปเลย  อาตมากก่ออิฐไม่ดี และอาตมาก็รู้สึกอับอาย ท่านเจ้าอาวาสไม่อนุญาตให้รื้อ  กำแพงนี้จะต้องคงอยู่

            เวลาอาตมาพาแขกเยี่ยมชมวัดที่เริ่มตั้งใหม่ของเรา  อาตมาพยายามหลีกเลี่ยงที่จะพาแขกเดินไปทางกำแพงนั้น  อาตมาไม่อยากให้ใคร ๆ เห็นมันเลย  จนกระทั่งวันหนึ่งเมื่อเวลาผ่านไปได้ 3 – 4 เดือน ขณะที่อาตมากำลังเดินอยู่กับผู้มาเยี่ยมวัดคนหนึ่ง เขาสังเกตเห็นกำแพงนั้น แล้วก็เปรยขึ้นมาว่า

“กำแพงนี่สวยดี”


         อาตมาถามเขาด้วยความประหลาดใจว่า  “คุณลืมแว่นสายตาของคุณไว้ในรถรึเปล่า? สายตาคุณเสื่อมรึเปล่า? คุณไม่เห็นรึว่ามีอิฐถึงสองก้อนที่วางไม่ดีจนทำให้กำแพงนี้เสียหายหมด?

            คำพูดที่เขาตอบอาตมานั้นได้เปลี่ยนแปลงทัศนคติทั้งหมดของอาตมาต่อกำแพงนั้น ต่อตัวอาตมาเองและต่อหลายๆแง่มุมของชีวิต เขาบอกอาตมาว่า “ใช่ ผมเห็นอิฐที่วางไม่ดีสองก้อนนั้น แต่ผมก็ได้เห็นด้วยว่ามีอิฐอีก 998 ก้อน ก่อไว้อย่างสวยงามเป็นระเบียบ

            อาตมาถึงกับอึ้งทีเดียว นับเป็นครั้งแรกในรอบสามเดือนที่อาตมาสามารถมองเห็นอิฐก้อนอื่น ๆ บนกำแพงนั้นนอกเหนือจากเจ้าสองก้อนที่เป็นปัญหา ไม่ว่าจะเป็นอิฐที่อยู่ด้านบน ด้านล่าง ด้านซ้าย และด้านขวาของเจ้าอิฐสองก้อนนั้น ล้วนแต่เป็นอิฐที่ก่อไว้อย่างดีไม่มีที่ติ  ยิ่งไปกว่านั้นจำนวนอิฐที่ดีนี้มีมากกว่าเจ้าอิฐไม่ดีสองก้อนนั้นมากมายนัก  ก่อนหน้านี้ตาของอาตมาจับจ้องเฉพาะแต่ที่อิฐสองก้อนนั้น ตาของอาตมามืดบอดต่อสิ่งอื่น ๆ ทั้งหมด อาตมาจึงไม่อาจทนมองกำแพงนั้นได้และไม่ต้องการให้ผู้อื่นได้เห็นกำแพงนั้นด้วย เป็นเหตุให้อาตมาอยากจะทลายกำแพงนั้นทิ้ง   เดี๋ยวนี้เมื่ออาตมาสามารถเห็นอิฐดี ๆ แล้ว กำแพงนั้นก็ไม่น่าเกลียดอีกต่อไป มันก็เป็นเหมือนกับที่ผู้มาเยี่ยมคนนั้นพูด “กำแพงนี่สวยดี”  เดี๋ยวนี้กำแพงนั้นก็ยังคงอยู่ แม้เวลาจะผ่านไป 20 ปีแล้ว  อาตมาเองก็ลืมเสียแล้วว่าเจ้าอิฐไม่ดีสองก้อนนั้นมันอยู่ตรงไหนแน่  อาตมาไม่สามารถเห็นจุดที่ผิดพลาดนั้นจริง ๆ

           มนุษย์เราสักกี่คนที่ตัดสัมพันธ์หรือหย่าร้างเพียงเพราะเขาเพ่งมองเห็นแต่  “อิฐที่ไม่ดีสองก้อน”  ที่อยู่ในตัวคู่ชีวิตของเขา พวกเรากี่คนที่เคยรู้สึกท้อแท้สิ้นหวังจนอาจจะเคยคิดฆ่าตัวตาย เพียงเพราะเรามองเห็นแต่  “อิฐที่ไม่ดีสองก้อน”  ในตัวของเรา  ทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริงมี  “อิฐที่ดีและอิฐที่ดีจนไม่มีที่ติ”  มากมายอยู่เคียงข้างส่วนที่บกพร่อง  ไม่ว่าจะมองไปทางข้างบน  ข้างล่าง ข้างซ้าย ข้างขวา เพียงแต่เรามองมันไม่เห็นเท่านั้น  แทนที่จะเห็นสิ่งดี ๆ ที่มีอยู่  สายตาของเรากลับเพ่งมองจดจ่อเฉพาะสิ่งที่ผิดพลาด   ทั้งหมดที่เราเห็นมีแต่สิ่งผิดพลาด  จนเราคิดอยากจะทำลายมันทิ้งเสีย  มันน่าเศร้าจริง ๆ ที่หลายครั้งหลายหนเราได้ลงมือทลาย  “กำแพงที่ดี”  นั้นไปจริง ๆ

           
เราทุกคนย่อมมี “ก้อนอิฐที่ไม่เข้าที่เข้าทางสองก้อน” แต่ แต่ละคนก็ย่อมมี  “ก้อนอิฐที่ดีจนไม่มีที่ติ” จำนวนมากมายกว่าข้อบกพร่องหลายเท่า  เมื่อเรามองเห็นมันแล้ว สิ่งต่าง ๆ ก็ดูจะไม่เลวร้ายนัก  ไม่เพียงแต่เราจะสามารถอยู่กับตนเองและข้อผิดพลาดบางประการของเราได้อย่างสุขสงบแล้ว เรายังสามารถมีความสุขกับการใช้ชีวิตร่วมกับสามี หรือ ภรรยาของเราด้วย 


            ฉะนั้นมันเป็นไปได้ที่เอกลักษณ์พิเศษจะมีจุดเริ่มต้นมาจากความผิดพลาด  ในทำนองเดียวกัน ถ้าเพียงแต่จะเลิกมองจดจ้องอยู่เฉพาะแต่ข้อผิดพลาด  สิ่งที่เราเห็นว่าเป็นข้อบกพร่องในตัวเรา ในตัวสามี หรือ ในตัวภรรยาของเรา และในชีวิตทั่ว ๆ ไปอาจจะกลับกลายเป็น  “ลักษณะพิเศษเฉพาะตัว”  ที่จะเพิ่มคุณค่าให้แก่ชีวิตของเราได้นะ        





           ขอบคุณแหล่งข้อมูลและรูปภาพประกอบ
         
จาก หนังสือ ชวนม่วนชื่น ธรรมะบันเทิงหลายเรื่องเล่า โดย อาจารย์พรหม
กองทุนสื่อธรรมะทอสี และ มูลนิธิปัญญาประทีป

www.thawsischool.com         
www.pinterest.com