วันจันทร์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2558

ความสุขที่แท้จริง 2.การตัดสินใจ

                  หลังจากวันขึ้นปีใหม่มาแล้วใครหลายคน ยังคงค้างคาเรื่องแย่ๆไว้ยังไม่ได้รับการปรับปรุง  วันนี้ (วันนี้มีได้ทุกวันจริงๆ แต่วันพรุ่งนี้ไม่เคยมีเลย) อยากเอาแนวคิดที่ดีเยี่ยมที่สุดมาไว้เป็นหลักให้เกาะดูนะ   คนส่วนใหญ่ต้องการหาความสมบูรณ์แบบ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วไม่มีความสมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซนต์ในชีวิตเป็นสิ่งที่แน่นอนที่สุด ขึ้นอยู่กับเราเองต่างหากที่จะตัดสินว่าแค่ไหนคือความสมบูรณ์แบบของเรา หากเราไม่มีหลักยึดในการคิด เราก็จะหลงทางในการตัดสินเรื่องบางเรื่อง ซึ่งไม่มีใครรู้เรื่องนั้นดีเท่ากับตัวเราเอง ขอนำเรื่องเล่าจากประสบการณ์จริงฯมาเป็นแนวทางการตัดสินใจ ลองอ่านดูนะ เบา ๆสบายๆ แล้วก็ชิว ๆ ยิ้มไว้นะ

                   เรื่องที่ 2. การตัดสินใจ  ปัญหาที่มีทางแก้ย่อมต้องอาศัยการตัดสินใจ  แต่เราจะตัดสินใจเรื่องสำคัญในชีวิตได้อย่างไร ?   โดยปกติแล้วเราพยายามที่จะพึ่งคนอื่นให้ตัดสินใจเรื่องยาก ๆ แทนเรา ด้วยวิธีนั้นหากมีสิ่งใดผิดพลาดไป เราจะสามารถกล่าวโทษผู้อื่นได้ ท่านพระอาจารย์จึงชี้แนะวิธีการ ที่สามารถตัดสินใจอย่างฉลาดได้ด้วยตนเอง ดังนี้

                   ปัญหาทำให้เราเหนื่อย  เมื่อเรามาถึงสี่แยกและเราไม่แน่ใจว่าเราจะไปทางไหน เราก็สมควรรอที่ข้างทาง หยุดพัก และคอยรถเมล์ (เห็นเก้าอี้นั่งนั่นไหม  นั่งพักสักนิด) ปกติแล้วเมื่อเราไม่ได้คาดหวังอะไรนัก ก็มักจะมีรถเมล์ผ่านมาเสมอ ข้างหน้ารถเมล์มีป้ายเขียนด้วยตัวอักษรขนาดใหญ่เด่นชัด บอกว่ารถเมล์คันนี้จะวิ่งไปไหนบ้าง ถ้าจุดหมายปลายทางนั้นตรงกับที่เราจะไป เราก็ขึ้นรถเมล์คันนั้น  ถ้ายังไม่ใช่เราก็รอต่อไป และมักจะมีรถเมล์คันอื่นๆ ตามหลังมาเสมอ

ภาพของ Marjolein Bastin


              กล่าวอีกนัยหนึ่ง เมื่อเราต้องตัดสินใจและเรายังไม่แน่ใจว่า จะตัดสินใจอย่างไรดี  เราจำเป็นจะต้องหยุดพักที่ข้างทาง หยุดพักและคอย  ในไม่ช้าเมื่อเราไม่ได้คาดหวังอะไรนัก  คำตอบจะมาเอง คำตอบแต่ละคำตอบย่อมนำไปสู่จุดหมายปลายทางของมัน ถ้าจุดหมายปลายทางนั้นเหมาะสมกับเรา  เราก็เลือกเส้นทางนั้น  ถ้าไม่ใช่เราก็คอยต่อไป มันย่อมจะมีคำตอบอื่น ๆตามมาเสมอ


                 นั่นคือวิธีการที่พระอาจารย์นำมาใช้ในการตัดสินใจ เราจะรวบรวมข้อมูลทั้งหมด และรอคอยคำตอบ คำตอบที่ดีย่อมมาถึงเสมอ ตราบเท่าที่เราอดทนรอ และมันมักจะมาถึงอย่างฉับพลันในขณะที่เราไม่ได้คิดถึงเรื่องของมันเสียด้วยซ้ำ

ดังพุทธโอวาทของพระพุทธองค์ที่กล่าวว่า

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! ไม่มีความสุขใดเสมอด้วยความสงบ ความสุขชนิดนี้สามารถหาได้ในตัวเรานี้เอง”

ช่างแสนโรแมนติก

                 และเมื่อใดที่เราพยายามตัดสินใจเรื่องสำคัญ เราสามารถใช้กลยุทธ์ในการตัดสินใจที่ได้แนะนำมาแล้วข้างต้น และ/หรือ ท้ายที่สุดเราก็ต้องตัดสินใจด้วยตัวของเราเอง และถ้ามันไม่ได้ผล ก็อย่าได้โทษใคร  เพราะการโทษคนอื่น มักจะไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาอะไรได้ ดังตัวอย่างที่พระอาจารย์หลวงพ่อชาได้ชี้ให้เห็น แล้วนำไปพิสูจน์กันได้ ซึ่งเกี่ยวกับอาการคัน  การคันที่ก้นแล้วไปเกาที่หัว อาการคันมันจะมันหายไปไหม  ดังนั้นเมื่อเกิดการตัดสินใจผิดพลาด หรือไม่ได้ผลตามปรารถนา เราก็แค่ทำความเข้าใจและยอมรับผลของการตัดสินใจที่เกิดขึ้น เคารพในความคิดของตนเอง และรักที่จะให้อภัยกับตัวเองกับการตัดสินใจที่ไม่ได้ผล ไว้เป็นบทเรียนในคราวต่อไปแล้ว 

เอ๊ะ เราจะไปเที่ยวไหนดีนะ

                    สุดท้ายหันกลับไปมองรอบ ๆตัวเรา แล้วก็ไปเที่ยว ดูงานศิลป ชมภาพที่สวยงาม ฟังเพลง และหาหนังสือดี ๆอ่านสักเล่ม หรือ กิจกรรมที่ไม่ต้องลงทุนมากนัก เช่นเหตุเกิดกลางวัน ก็มองท้องฟ้า รับสายลมแสงแดด นั่งก้อนหินใต้ต้นไม้ แล้วหายใจเข้าลึกๆ หนึ่งฟืด ถ้าเหตุเกิดกลางคืน อยู่บ้านหรือที่ๆ ปลอดภัยที่สุด นั่งแหงนหน้ามองขึ้นท้องฟ้า รับสายลมและแสงจันทร์ แสงดาว เวลานี้ไม่ต้องนั่งใต้ต้นไม้นะ (เพราะต้นไม้จะคายก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาไม่มีประโยชน์กับชีวิตเรา ฮิ ฮิ )จะ นั่ง จะนอน หรือท่าไหนก็ได้ ทำแล้วสบายใจ  ผลไม่ทำให้ใครเดือดร้อน ตัวเองไม่เดือดร้อน  ก็จงทำตามอัธยาศัยที่ปลดปล่อยอารมณ์กลางแจ้งเพื่อรับแสงจันทร์และแสงดาว สุดท้าย สำคัญที่สุดยิ้มเข้าไว้นะ

ขอบคุณแหล่งข้อมูลและรูปภาพประกอบ  
    
         1. หนังสือพุทธโอวาทก่อนปรินิพพาน อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ นายกฤษณ์ ผือโย ม.ป.ช. ม.ว.ม. ณ เมรุวัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร วันพุธที่ 4 พฤษภาคม  2548
         2. หนังสือ ชวนม่วนชื่น ธรรมะบันเทิงหลายเรื่องเล่า โดย อาจารย์พรหม
กองทุนสื่อธรรมะทอสี และ มูลนิธิปัญญาประทีป
           3.  www.thawsischool.com         
         4. www.panyaprateep.com 
                   .     
         5.  www.pinterest.com     






วันเสาร์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2558

ดินแดนที่ยอดเยี่ยมของโลก 1.Death Valley หุบเขาแห่งความตาย

   ดินแดนมหัศจรรย์ของโลก    (The world's wonderland)

                  โลก ที่เราอาศัยอยู่นี้เต็มไปด้วยเรื่องราวที่แสนวิเศษมากมาย ทั้งที่ตื่นเต้น  เป็นสิ่งลี้ลับที่รอการไขปริศนา และความมหัศจรรย์ที่ไม่น่าจะเป็นไปได้  ดุจดังมีเวทมนต์มายาชวนให้เราติดตามค้นหา  การเดินทางท่องเที่ยวเป็นสิ่งหนึ่งที่นำพาเราไปสู่การเปลี่ยนแปลงชีวิต  บางคนเปลี่ยนทัศนคติ บางคนเปลี่ยนสถานที่อยู่อาศัย บางคนคนเปลี่ยนความสำคัญในชีวิตไปอย่างสิ้นเชิง  สถานที่บางแห่งสวยงามราวกับสวรรค์วิมาน (ซึ่งจริง ๆ แล้วก็ไม่รู้ว่าสวรรค์มีจริงหรือเปล่า แล้วจะสวยงามอย่างที่เรามโนกันหรือไม่) บางแห่งก็น่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก  (เขาก็เปรียบเป็นนรกอีก ซึ่งจริง ๆแล้ว นรกมันเลวร้ายหรือแย่ขนาดนั้นจริง ๆหรือ) บางแห่งก็ช่างน่าตื่นเต้นหวาดเสียว ชวนขนลุกขนพอง ด้วยบรรยากาศที่ธรรมชาติสร้างขึ้นมา + กับคำเล่าลือเล่าอ้างของคนในท้องถิ่นนั้น ๆ ซึ่งรอคอยการพิสูจน์จากนักเดินทางทุกคน
                         หากเรามีโอกาส หรือ มีปัจจัยหลายอย่างเอื้ออำนวย เราก็ควรหาเวลาเดินทางท่องเที่ยวให้ได้มากที่สุด เก็บเกี่ยวประสบการณ์ชีวิต และ เก็บเกี่ยวกำไรที่ธรรมชาติได้คืนให้แก่เรา  บางเวลาธรรมชาติก็มีโบนัสให้เราได้อิ่มเอม ชื่นตา ชื่นใจ  หากเรายังคงเดินทางท่องเที่ยวต่อไปเรื่อย ๆ อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
                         หากเราไม่มีโอกาส หรือ ไม่มีปัจจัยให้เอื้ออำนวยต่อการเดินทางท่องเที่ยวสัมผัสโดยตรง ไม่ต้องเสียใจไป การเดินทางท่องเที่ยวอีกรูปแบบหนึ่งที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่มีทั้งเวลา และโอกาส และปัจจัย  นั่นคือ การท่องเที่ยวบนโลกอินเตอร์เน็ต  มาหาความรู้ ความบันเทิง ความสวยงาม ความมหัศจรรย์จากผู้ที่มีโอกาส และมีปัจจัย และมีความรักที่จะแบ่งปันให้พวกเราได้ชื่นชม ต้องขอขอบคุณผู้ที่มีโอกาสเหล่านั้น ที่ได้แบ่งปันโอกาสนำมาเผยแพร่ให้เราคนไทยได้อ่านและชื่นชมธรรมชาติในส่วนที่เราไม่มี  และขอบคุณกูเกิ้ลผู้ยิ่งใหญ่ที่เปิดโลกทัศน์ให้แก่ชาวโลก Thanks
             ดินแดนมหัศจรรย์แห่งแรกที่เราจะพาไป เป็นปริศนา ที่รอคอยให้นักเดินทางท่องเที่ยว และนักวิทยาศาสตร์ทั้งหลาย ไขปริศนา แปลกแต่จริง ก้อนหิน มันมี ชีวิต ! มันเดินได้ หรือบางเวลามันอาจจะแอบคุยกันเหมือนกับเราก็ได้  เอ๊ะ ! มันเป็นโทรลส์ (Troll) หรือเปล่านะ หรือ โทรลส์ (Troll) มีจริง ตามไปพิสูจน์กัน

1. ก้อนหินเดินได้ แห่งหุบเขามรณะหรือ หุบเขาแห่งความตาย Death Valley
 อุทยานแห่งชาติ เดธวัลเลย์ ( Death Valley ) หรือ หุบเขามรณะ หรือหุบเขาแห่งความตาย เป็นทะเลทราย ทีมีพื้นที่ครอบคลุมบางส่วนของรัฐแคลิฟอร์เนีย และ รัฐเนวาดา  โดยอุทยานแห่งนี้ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่หุบเขาที่ต่ำที่สุด คือต่ำกว่าระดับน้ำทะเลถึง 86 เมตร  และแห้งแล้ง ทุรกันดารที่สุด แทบไม่มีฝนตกเลยในแต่ละปี หรือ ฝนตกติดต่อกันนานถึง 1 เดือน  เป็นสถานที่ที่มีอุณหภูมิสูงถึง 49 องศาเซลเซียส และมีลักษณะคล้ายเขาวงกต  ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของ สหรัฐอเมริกา จึงเป็นที่มาของชื่อหุบเขามรณะ  Death Valley และบริเวณดังกล่าว ถือว่าเป็นจุดที่ต่ำที่สุดในอเมริกา และเป็นจุดต่ำสุดของซีกโลกตะวันตก หรือ ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลประมาณ 282 ฟุต หรือ 86 เมตร ทำให้เกิดทะเลสาบเกลือ หรือ ลานเกลือ ( Salt Flat ) ซึ่งเป็นแหล่งที่นักท่องเที่ยวนิยมมากเช่นกัน




                    ก้อนหินเดินได้จริงไหม ? ก้อนหินเดินได้ถูกค้นพบเมื่อปี ค.ศ.1948 หรือ พ.ศ.2491 ก้อนหินเหล่านี้เคลื่อนที่ไปทั่วบริเวณที่ราบเรซแทรก พลายา  (Racetrack Playa) ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศสหรัฐอเมริกา   ซึ่งเคยเป็นทะเลสาบในยุคก่อนประวัติศาสตร์ แต่ในปัจจุบันน้ำได้แห้งไปหมดแล้วที่แห่งนี้จึงได้ชื่อว่า   หุบเขาแห่งความตาย (Death Valley)  เป็นเวลากว่าหกสิบปีแล้วที่ นักวิทยาศาสตร์ยังคงเฝ้าสังเกตการเคลื่อนย้ายตำแหน่งของหินอย่างต่อเนื่อง  ซึ่งบางครั้งพวกมันมีการเคลื่อนตัวทิ้งร่องรอยเป็นทางยาว 300 เมตร
                   จึงได้มีการตั้งข้อสังเกตว่า ถ้าเป็นอย่างนั้นหินบางก้อนที่หนักกว่าคน  จะเคลื่อนที่ได้เองเป็นระยะทางไกลแบบนั้นได้อย่างไร  จากการค้นพบนั้น จึงได้มีการตั้งชื่อให้หินแต่ละก้อน (น่ารักดีนะ จะได้จำได้ด้วย แจ๊คอยู่ไหน ซนนะไปไกลเชียว) รวมถึงก้อนใหม่ ๆที่กลิ้งไปตามเนินเขาโดยรอบด้วย
                  นักธรณีวิทยาพยายามจะเปิดเผยความลับที่แท้จริงนี้ พวกเขาอ้างถึงทฤษฏีมากมาย เช่น ทฤษฏีสิ่งมีชีวิตต่างดาว  ภูตผีปีศาจ สนามแม่เหล็กโลก  บางคนถึงกับเชื่อว่ามันคือ สิ่งประดิษฐ์ของหน่วยสืบราชการลับ
                  หลังจากนั้นอีก 7 ปี คือ ในปี ค.ศ.1955 หรือ พ.ศ.2498 นายจอร์จ เอ็ม สแตนลีย์ ได้เสนอความคิดที่น่าเชื่อถือมาก จากการศึกษาการเคลื่อนที่ของก้อนหินที่บันทึกไว้นั้น ต่างเกิดการเคลื่อนตัวขึ้นในช่วงฤดูหนาวทั้งสิ้น  เขากล่าวว่า หินจะเคลื่อนตัวในช่วงฤดูหนาวหลังฝนตกหนัก  ก้อนหินจะไถลไปบนแพน้ำแข็งตามกระแสลม เขาเรียกว่า ทฤษฏีแพน้ำแข็ง  ซึ่งเป็นคำอธิบายที่มีความเป็นไปได้สูง เพียงแค่มีลมเบา ๆ ก็ทำให้ก้อนหินเคลื่อนที่ได้แล้ว  เพราะแพน้ำแข็งจะช่วยให้ก้อนหินไม่เกาะติดกับพื้นดินมากเกินไป
                  แต่ก็ยังไม่เป็นที่สรุปฟันธงว่าใช่ เหล่านักวิทยาศาสตร์ก็ยังคงสงสัยปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นมันช่างน่าอัศจรรย์ จึงต้องทำการศึกษาบันทึกต่อ
      ในช่วงฤดูหนาว อุณหภูมิจะลดลงอย่างรวดเร็วจนถึง  -10องศาเซสเซียส ขณะที่อุณหภูมิช่วงฤดูร้อนในที่ร่มจะพุ่งสูงขึ้นถึง 48 องศาเซสเซียส  (ตายแน่เลยเรา) นักธรณีวิทยาจึงต้องหันมาทำการบันทึกในช่วงตั้งแต่ต้นฤดูใบไม้ผลิ คือช่วงเดือน มีนาคม – มิถุนายน ซึ่งก็ได้ข้อสรุปว่า จะพบเห็นการเคลื่อนตัวของก้อนหินได้ในช่วงฤดูหนาว แต่ยังต้องพิสูจน์สิ่งที่เคลื่อนที่อย่าง คือ น้ำแข็ง
     สแตนลีย์ได้ตั้งสมมติฐานไว้กับลมกำลังแรงปานกลาง  จากข้อมูลของทางกรมอุตุนิยมวิทยา ที่ได้ทำการค้นคว้ามานั้น พบว่า ลมที่หุบเขาแห่งความตาย จะพัดแรงที่ความสูง 1 – 2 เมตรเหนือพื้นดินเท่านั้น เนื่องจากหินเดินได้จะมีขนาดไม่สูงกว่า 10 เซนติเมตร ลมกำลังแรงจึงต้องพัดอยู่เหนือพวกมัน แต่การพิสูจน์นี้ยังใช้ไม่ได้ เพราะว่าการตรวจวัดที่กล่าวถึงนี้ทำที่ทะเลสาบพานามินต์ ซึ่งอยู่ไกลออกไปทางทิศใต้นับสิบกิโลเมตร และเป็นพื้นที่ที่ต่ำกว่าลงไปอีก 500 เมตร  ถือว่ามีสภาพอากาศที่แตกต่างจากที่ราบเรซแทรก พลายา  (Racetrack Playa) ซึ่งปัจจุบันเรารู้ว่าลมที่เกือบจะเป็นไซโคลนจะมีกำลังแรงถึง 145 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และมักจะเฉียดถึงพื้นดินแค่ไม่กี่เซนติเมตร
                  นอกจากนี้ทฤษฏีของสแตนลีย์ยังอ้างถึง ในขณะที่ฝนตกหนักโอกาสที่จะมีลูกเห็บตกลงมาด้วยจะเกิดขึ้นน้อยมาก ขณะที่การเคลื่อนที่ของก้อนหินกลับพบบ่อยกว่า (อย่างน้อยปีละครั้ง) และจากการสังเกตการเคลื่อนที่ของก้อนหินซึ่งทำให้เกิดร่องรอยบนพื้นดินพบว่า หินบางก้อนชนกันไปมาและเกิดการกระดอนเหมือนลูกบิลเลียด ทฤษฏีแพน้ำแข็ง ยังคงอธิบายอีกว่า หินแต่ละก้อนมีเส้นทางการเคลื่อนที่ขนานกัน


                    ชาร์ลส์ เดอ คูลอมบ์ ได้อธิบายไว้ว่า  เมื่อฝนที่ตกลงมาในแต่ละครั้ง ทำให้ดินเหนียวบริเวณที่ราบเรซแทรก พลายา ลื่นขึ้นมาก แล้วลมก็ไปดันก้อนหิน โดยไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดเป็นน้ำแข็ง แค่ชั้นน้ำบาง ๆ ก็เพียงพอที่จะทำให้หินเคลื่อนที่ได้ และดูเหมือนว่าจะเป็นไปได้ยาก แต่ก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้ โดยเขาใช้หลัก วิธีการเอาชนะแรงเสียดทาน (เราก็เริ่มมึนแล้ว ถ้าไม่สนใจโดดข้ามไปได้เลย ปวดหัว) คือ เมื่อดันอิฐก้อนโตเพื่อให้มันไถลไปบนพื้นดิน เราจะต้องสู้กับน้ำหนักของมันโดยไม่รู้ตัว มันจะเป็นไปได้อย่างไร ในเมื่อน้ำหนักกระทำในแนวตั้ง แต่แรงผลักของเราเกิดขึ้นในแนวนอน เมื่อขยายภาพดูในจุดเล็กมาก ๆ พื้นผิวที่หยาบของก้อนหินและของพื้นดินมีลักษณะคล้ายฟันเลื่อย นั่นหมายความว่า พวกมันประกอบด้วยหยักเล็ก ๆขึ้นลงสลักกันไป ก้อนหินติดอยู่บนดินได้ก็เพราะเม็ดตะปุ่มตะป่ำบนพื้นผิวไปสอดประสานเข้ากับรูบนดินพอดี
                    หากเราผลักเบาไปหรือไม่มีแรงพอที่จะทำให้น้ำหนักของหินดันตัวขึ้นบนเนินได้ หินก็จะไม่ขยับ  จริง ๆ แล้วแรงที่จะทำให้มันเคลื่อนไปข้างหน้าในแนวราบคือ ส่วนหนึ่งของน้ำหนักหินต่างหาก  อัตราส่วนนี้จะยิ่งมากตามเนินที่ลาดชันขึ้น เราเรียกว่า การยึดเกาะ และแน่นอนว่าขึ้นอยู่กับธรรมชาติของพื้นผิวด้วย และด้วยลมที่พัดมาอย่างสม่ำเสมอด้วยความเร็ว 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ก็พอที่จะทำให้หินเกือบทุกชนิดเคลื่อนที่ได้ แต่ก็ไม่ใช่เสมอไป การเคลื่อนที่ของก้อนหินก็แล้วแต่สถานการณ์พาไป
ทฤษฏียังไม่หมด  ก็ได้มีการตั้งข้อสงสัยจากนักชีววิทยา (ไม่ได้ระบุชื่อ) ว่า สำหรับก้อนหินที่มีน้ำหนัก 35 กิโลกรัม กระแสลมสามารถที่จะพัดให้มันเคลื่อนที่ได้นั้น  ถ้าเปรียบเทียบกับแรงยึดเกาะระหว่างหินและดิน ที่น้อยกว่า 20 % ซึ่งเกือบจะเท่ากับยางรถยนต์ที่ไม่มีดอกวิ่งอยู่บนถนนเปียก และถ้าก้อนหินที่มีน้ำหนักมากกว่า 50 กิโลกรัม สามารถเคลื่อนที่ไปได้ ( เอ๊ะ! ) แสดงว่าต้องมีอะไรบางอย่างที่ทำให้การยึดเกาะน้อยลง ซึ่งข้อสงสัยนี้นักชีววิทยามีคำตอบให้


                    นักชีววิทยาได้ค้นพบ สาหร่ายสีน้ำเงินแกมเขียวขนาดจิ๋ว 1 ที่เติบโตอยู่ใต้ร่มเงาของก้อนหิน และก่อตัวเป็นชั้นอยู่ที่ฐานของก้อนหินเหล่านั้น เมื่อมีฝนตกลงมา สาหร่ายเหล่านี้จะกลายเป็นสารหล่อลื่นอย่างดี  ที่ทำให้พื้นผิวใต้ก้อนหินลื่นยิ่งกว่าลานสเกตน้ำแข็งเสียอีก
                    และในปี ค.ศ.2011 หรือ พ.ศ.2554  มีนักวิทยาศาสตร์รายหนึ่ง ได้ตีพิมพ์เผยแพร่ผลการทดสอบ สมมุติฐานเรื่องก้อนหินเดินได้ บนพื้นทรายที่ใส่ไว้ในกล่องใส่อาหาร Tupperware( แต่มีข้อขัดแย้งคัดค้านมากมาย)  นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการทดลองและตรวจสอบ โดยการติตตั้งกล้องถ่ายภาพไว้หลายจุดในพื้นที่เป้าหมาย พร้อมติดกล่องติดตาม GPS บนก้อนหินหลายลูก  บนพื้นผิวท้องทะเลทรายบริเวณ ที่ราบเรซแทรก พลายา  (Racetrack Playa)  ในเดือนธันวาคม ปี ค.ศ.2013  หรือ พ.ศ.2556สามารถจับภาพถ่ายเหตุการณ์จริงได้ พร้อมกับค่าวัดตามมาตรวัดต่าง ๆ ที่ต้องการ เพื่อพิสูจน์เรื่องก้อนหินเดินได้  สายลมพัดผ่านพื้นผิวน้ำแข็งบาง ๆ บางแผ่นรองรับก้อนหินไว้ทำให้ก้อนหินเดินได้ เพราะลอยไปบนน้ำที่ท่วมทะเลทราย ส่วนบางก้อนอาจถูกแผ่นน้ำแข็งกระแทกให้เดิน นักวิจัยสังเกตพบว่า แผ่นผื้นน้ำแข็งชั้นบาง ๆ หนาเหมือนแผ่นกระจำประมาณ 3 – 6มิลลิเมตร ที่ก่อตัวขึ้นบนพื้นผิวท้องทะเลทรายในที่ราบเรซแทรก พลายา  (Racetrack Playa)  มาจากฝนตกแล้วน้ำท่วมขังในเดือน พฤศจิกายน (ถ้าปีไหนฝนไม่ตกเลย จะไม่พบเห็นหินเดินได้) ในตอนกลางคืน/กลางวัน วันที่มีอากาศหนาวเย็นมาก 
     พื้นที่ชุ่มน้ำจะเริ่มกลายเป็นน้ำแข็ง แต่พอในเดือนธันวาคม น้ำแข็งจะเริ่มละลายและบางส่วนเป็นแอ่งน้ำอยู่บนผิวดิน ก้อนหินที่วางลอยอยู่บนก้อนน้ำแข็งส่วนหนึ่งจะเริ่มเดินได้ ต้องมีความเร็วลมต่อเนื่องอย่างน้อย 10 เมตรต่อนาที  จึงจะทำให้ก้อนหินเคลื่อนที่ได้ช้า ๆ 2 – 5 เมตรต่อนาที ก้อนหินบางก้อนเดินไปได้ไกลถึง 200 ฟุต ทิ้งร่องรอยทางเดินของก้อนหินไว้บนพื้นโคลนในทะเลทรายที่น้ำท่วมขังไว้  ปรากฏการณ์นี้จะสิ้นสุดช่วงมกราคม –  มีนาคม ขึ้นอยู่กับน้ำแข็งในพื้นที่ดังกล่าว ไม่แปรสภาพเป็นน้ำละลายซึมลงผิวดินระเหยไปบางส่วน เพราะแสงแดดสาดส่องและกระแสลม ที่พัดผ่านพื้นที่ด้วยความเร็วลม 4 – 5 เมตรต่อวินาที แต่นักวิทยาศาสตร์ยังหาคำตอบไม่ได้ว่า ทำไมก้อนหินขนาดใหญ่บางก้อนจึงไม่ร่วมเดินขบวนไปด้วย ในช่วงลมพายุพัดผ่านพื้นผิวทะเลทรายแห่งนี้ ทั้งที่ก้อนหินอยู่บนพื้นผิวน้ำแข็งชั้นบาง ๆ ลอยอยู่บนแอ่งน้ำอย่างเห็นได้ชัด ยังต้องรอค้นหาคำตอบเพิ่มเติมในเรื่องนี้ ทำให้เรื่องก้อนหินเดินได้ (บางก้อน) ยังคงเป็นเรื่องลึกลับใน ที่ราบเรซแทรก พลายา  (Racetrack Playa)   ต่อไป และ โทรลส์ มนุษย์ก้อนหิน หรือ ก้อนหินมนุษย์ยังคงเล่นหนังให้เราดูต่อไป

 (เพิ่มเติม) 1. สาหร่ายสีน้ำเงินแกมเขียวขนาดจิ๋ว อยู่ในสกุลไมโครคอเลียส (Microcoleus sp.)
จะเติบโตอยู่ในบริเวณที่แห้งแล้งที่สุด พวกมันจะรวมตัวกันเป็นอาณานิคมที่เชื่อมโยงเกี่ยวเข้าด้วยกัน เมื่อมันแห้งจะมีลักษณะคล้ายกระดาษสีเทาแกมเขียว ราวกับกระดาษที่มีชีวิต มันจะจำศีลอยู่ในสภาพนี้จนกว่าจะได้รับความชื้นอีกครั้ง เราจะพบร่องรอยของสาหร่ายสีน้ำเงินแกมเขียวชนิดนี้ในหุบเขาแห่งความตาย  โดยเฉพาะที่ก้อนหินซึ่งเกิดมาเป็นเวลานาน และไม่กี่วันหลังจากฝนกระหน่ำลงในทะเลทรายแห่งนี้ เมื่อพวกมันเปียกมันจะกลายเป็นวุ้นและลื่นมาก (คล้ายกับตะไคร่น้ำที่เกาะบนหินในน้ำ) ดังนั้นมันจึงช่วยลดแรงยึดเกาะระหว่างดินและก้อนหินได้มาก จนทำให้หินที่หนักมากกว่า 50 กิโลกรัมสามารถลื่นไถลไปบนพื้นดินตามแรงลมได้



ขอบคุณแหล่งข้อมูลและรูปภาพประกอบ
1.หนังสือส่งเสริมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ Go Genius ปีที่ 5 ฉบับที่ 58 เดือนกุมภาพันธ์ ปีพ.ศ.2553  สำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์
2.วิกีพีเดีย
3.www.pinterest.com
4.www.pantip.com

วันพฤหัสบดีที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2558

ความสุขที่แท้จริง 1.ก้อนอิฐที่ไม่เข้าที่

          
                           ขอนำเรื่องราวแห่งความสุขที่แท้จริง ที่จะชวนให้คุณสร้างรอยยิ้มในใจ และเปิดรับโลกใหม่ ในมุมมองใหม่ ๆ   ไปกับเรื่องราวในหนังสือนิทาน หรือ หนังสือในตำนานต่างๆ รวมถึงสุภาษิต และเรื่องราวในหลักคำสอนของพระพุทธศาสนา  หรือ คำสอนธรรมะ จากทุกศาสนา ที่สนุกสนานจากประสบการณ์ตรงของผู้แต่ง  นำมาเรียงร้อย รวบรวมให้เป็นแหล่งรวมกำลังใจ สำหรับใครหลาย ๆ คน ที่กำลังรู้สึกแย่ ว้าเหว่ โดดเดี่ยว คิดอะไรไม่ออก เจอทางตัน  เรื่องราวต่าง ๆ ที่เก็บเล็กผสมน้อยมารวบรวมไว้ให้นี้ จะช่วยให้เห็นแสงที่ปลายอุโมงค์ ได้เข้าใจถึงคำว่า ความสุข คืออะไร  จะค้นพบความจริงของตัวเองว่า เราต้องการสิ่งใดในชีวิตของเราจริง ๆ  สิ่งที่เราตัดสินใจไปแล้วผิดไหม หรือ กำลังจะตัดสินใจอะไรบางอย่าง ต้องทำอย่างไร เรื่องราวเหล่านี้ได้ช่วยเปลี่ยนชีวิตของผู้อ่านให้ดีขึ้นมามากมาย รวมถึงตัวผู้รวบรวมเองด้วย  การอ่านเรื่องดี ๆ เป็นยาวิเศษที่ยอดเยี่ยมมาก รักษาโรคที่ร้ายแรงที่สุดของเราให้หายได้เป็นปลิดทิ้ง คุณเชื่อหรือไม่  ความสุขที่แท้จริงของคุณคืออะไร  อยากรู้อยากรู้มะ มาม๊ะมาค้นหาความสุขที่แท้จริงกันเถอะ!!

สงบได้                         จะสำนึกในความวุ่นวายของตน
เงียบเป็น                     จะสำนึกในความเพ้อเจ้อของตน
มีน้ำใจ                         จะสำนึกในการด่วนสรุปคนอื่นของตน      (สุภาษิตจีนโบราณ)

เรามาเริ่มเรื่องแรกในวันขึ้นปีใหม่ ปีพุทธศักราช 2558 หรือ คริสต์ศักราช 2014 กันเลย

1.เรื่อง ความสมบูรณ์แบบและความรู้สึกผิด

1.1  ตอน ก้อนอิฐที่ไม่เข้าที่เข้าทางสองก้อน

            หลังจากการซื้อที่ดินเพื่อสร้างวัดเมื่อ พ.ศ. 2526 นั้น เราก็หมดตัวและเป็นหนี้โดยที่ยังไม่มีสิ่งปลูกสร้างใด ๆ แม้แต่เพิงที่อาศัยได้ บนที่ดินผืนนั้น ในช่วงสองสามอาทิตย์แรก เราต้องอาศัยนอนอยู่บนบานประตูเก่า ๆ ที่ซื้อมาถูก ๆ จากคนขายของเก่า เราหนุนบานประตูเก่า ๆ นั้นให้สูงขึ้นจากพื้นดินด้วยก้อนอิฐ (เราไม่มีแม้แต่เบาะนอน นั่นก็เป็นของแน่นอนอยู่แล้วเพราะว่าเราเป็นพระป่านี่)

            ท่านเจ้าอาวาสได้บานประตูที่ดีที่สุด เป็นบานประตูเรียบ ๆ ส่วนบานประตูของอาตมาเป็นชนิดที่มีบัว  แถมยังมีรูขนาดใหญ่พอควรอยู่ตรงกลางตรงบริเวณที่เคยติดลูกบิด  โชคดีนะที่เขาถอดลูกบิดออกไปแล้ว  แต่เจ้ารูนี่ก็ยังคงอยู่เกือบจะกลางเตียงประตูของอาตมาทีเดียว  อาตมาเคยพูดตลก ๆ ว่า อาตมาไม่ต้องลุกจากเตียงไปเข้าห้องน้ำหรอกนะ! ความจริงที่แสนหนาวก็คือว่า ลมสามารถพัดกรูผ่านเจ้ารูนี่มาถึงตัวอาตมา ทำให้อาตมาไม่ค่อยได้หลับได้นอนในช่วงค่ำคืนเหล่านั้น

        พวกเราเป็นพระจน ๆ ที่ต้องการอาคารที่พักอาศัย แต่ไม่มีกำลังทรัพย์พอที่จะจ้างช่างก่อสร้างได้ แค่ค่าวัสดุต่าง ๆ ก็แพงเกินพอแล้ว  อาตมาจึงต้องเรียนรู้ว่าเขาทำงานก่อสร้างกันอย่างไร เตรียมฐานรากอย่างไร  ตลอดจนถึงการผสมคอนกรีต การก่ออิฐ การตั้งหลังคา งานประปา และทุก ๆ อย่าง  ก่อนจะบวชอาตมาเคยเป็นนักฟิสิกส์ทฤษฏีและเป็นครูโรงเรียนมัธยม ผู้ไม่เคยคุ้นกับการใช้แรงงานด้วยมือทั้งสองนี้  เพียงไม่กี่ปีอาตมากลายเป็นช่างก่อสร้างที่มีฝีมือไม่เบา  ขนาดที่จะสามารถเรียกคณะทำงานของอาตมาได้ว่า บริษัทพุทธก่อสร้าง (BBC-Buddhist Building Company) แต่ขณะที่เริ่มต้นนั้นมันช่างเป็นเรื่องที่ยากเย็นแสนเข็ญเอามาก ๆ

             การก่ออิฐอาจจะดูเป็นเรื่องง่าย ๆ เพียงแค่โปะปูนลงไปแล้ววางก้อนอิฐ แตะด้านนี้ทีด้านนั้นทีให้เข้าที่ ตอนอาตมาเริ่มก่ออิฐใหม่ ๆ อาตมาแตะกดมุมหนึ่งลงเพื่อให้ได้ระดับ อีกมุมหนึ่งกลับยกขึ้น พออาตมากดด้านที่ยกขึ้นนั้นให้ลงมา อิฐก็เริ่มแตกแถวแตกแนว หลังจากที่อาตมาดันมันให้กลับเข้าที่ มุมแรกก็เริ่มสูงเกินไปอีกแล้ว โยมลองทำดูซิ!

            เพราะอาตมาเป็นพระ  อาตมาจึงมีความอดทนและมีเวลาที่จะทำงานได้โดยไม่จำกัด อาตมาจึงทำงานอย่างประณีตที่สุด โดยไม่สนว่าจะต้องใช้เวลายาวนานเท่าใด  เพื่อให้มั่นใจได้ว่าอิฐทุก ๆ ก้อนจะถูกวางไว้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด  ในที่สุดการก่อกำแพงอิฐแผงแรกของอาตมาก็สำเร็จลง  อาตมาก้าวถอยออกมายืนชื่นชมผลงาน ในชั่วขณะนั้นแหละที่อาตมาสังเกตเห็น ....โอ้ย!.... อาตมาก่ออิฐพลาดไปสองก้อน อิฐก้อนอื่น ๆ เป็นแถวเป็นแนวสวยงาม มีแต่เจ้าอิฐสองก้อนนี่แหละที่เอียง ๆ ทำมุมกับแนวอิฐก้อนอื่น ๆ มันดูแย่มาก ๆเลย มันทำให้กำแพงทั้งแผงดูไม่ดีเลย

 ขณะนั้นปูนก่ออิฐก็แข็งเกินกว่าที่จะสามารถดึงอิฐออกมาก่อใหม่เสียแล้ว  อาตมาจึงกราบเรียนท่านเจ้าอาวาส ขอทุบกำแพงเพื่อเริ่มต้นก่ออิฐใหม่อีกครั้ง หรือถ้าจะให้ดีก็อยากจะระเบิดมันทิ้งไปเลย  อาตมากก่ออิฐไม่ดี และอาตมาก็รู้สึกอับอาย ท่านเจ้าอาวาสไม่อนุญาตให้รื้อ  กำแพงนี้จะต้องคงอยู่

            เวลาอาตมาพาแขกเยี่ยมชมวัดที่เริ่มตั้งใหม่ของเรา  อาตมาพยายามหลีกเลี่ยงที่จะพาแขกเดินไปทางกำแพงนั้น  อาตมาไม่อยากให้ใคร ๆ เห็นมันเลย  จนกระทั่งวันหนึ่งเมื่อเวลาผ่านไปได้ 3 – 4 เดือน ขณะที่อาตมากำลังเดินอยู่กับผู้มาเยี่ยมวัดคนหนึ่ง เขาสังเกตเห็นกำแพงนั้น แล้วก็เปรยขึ้นมาว่า

“กำแพงนี่สวยดี”


         อาตมาถามเขาด้วยความประหลาดใจว่า  “คุณลืมแว่นสายตาของคุณไว้ในรถรึเปล่า? สายตาคุณเสื่อมรึเปล่า? คุณไม่เห็นรึว่ามีอิฐถึงสองก้อนที่วางไม่ดีจนทำให้กำแพงนี้เสียหายหมด?

            คำพูดที่เขาตอบอาตมานั้นได้เปลี่ยนแปลงทัศนคติทั้งหมดของอาตมาต่อกำแพงนั้น ต่อตัวอาตมาเองและต่อหลายๆแง่มุมของชีวิต เขาบอกอาตมาว่า “ใช่ ผมเห็นอิฐที่วางไม่ดีสองก้อนนั้น แต่ผมก็ได้เห็นด้วยว่ามีอิฐอีก 998 ก้อน ก่อไว้อย่างสวยงามเป็นระเบียบ

            อาตมาถึงกับอึ้งทีเดียว นับเป็นครั้งแรกในรอบสามเดือนที่อาตมาสามารถมองเห็นอิฐก้อนอื่น ๆ บนกำแพงนั้นนอกเหนือจากเจ้าสองก้อนที่เป็นปัญหา ไม่ว่าจะเป็นอิฐที่อยู่ด้านบน ด้านล่าง ด้านซ้าย และด้านขวาของเจ้าอิฐสองก้อนนั้น ล้วนแต่เป็นอิฐที่ก่อไว้อย่างดีไม่มีที่ติ  ยิ่งไปกว่านั้นจำนวนอิฐที่ดีนี้มีมากกว่าเจ้าอิฐไม่ดีสองก้อนนั้นมากมายนัก  ก่อนหน้านี้ตาของอาตมาจับจ้องเฉพาะแต่ที่อิฐสองก้อนนั้น ตาของอาตมามืดบอดต่อสิ่งอื่น ๆ ทั้งหมด อาตมาจึงไม่อาจทนมองกำแพงนั้นได้และไม่ต้องการให้ผู้อื่นได้เห็นกำแพงนั้นด้วย เป็นเหตุให้อาตมาอยากจะทลายกำแพงนั้นทิ้ง   เดี๋ยวนี้เมื่ออาตมาสามารถเห็นอิฐดี ๆ แล้ว กำแพงนั้นก็ไม่น่าเกลียดอีกต่อไป มันก็เป็นเหมือนกับที่ผู้มาเยี่ยมคนนั้นพูด “กำแพงนี่สวยดี”  เดี๋ยวนี้กำแพงนั้นก็ยังคงอยู่ แม้เวลาจะผ่านไป 20 ปีแล้ว  อาตมาเองก็ลืมเสียแล้วว่าเจ้าอิฐไม่ดีสองก้อนนั้นมันอยู่ตรงไหนแน่  อาตมาไม่สามารถเห็นจุดที่ผิดพลาดนั้นจริง ๆ

           มนุษย์เราสักกี่คนที่ตัดสัมพันธ์หรือหย่าร้างเพียงเพราะเขาเพ่งมองเห็นแต่  “อิฐที่ไม่ดีสองก้อน”  ที่อยู่ในตัวคู่ชีวิตของเขา พวกเรากี่คนที่เคยรู้สึกท้อแท้สิ้นหวังจนอาจจะเคยคิดฆ่าตัวตาย เพียงเพราะเรามองเห็นแต่  “อิฐที่ไม่ดีสองก้อน”  ในตัวของเรา  ทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริงมี  “อิฐที่ดีและอิฐที่ดีจนไม่มีที่ติ”  มากมายอยู่เคียงข้างส่วนที่บกพร่อง  ไม่ว่าจะมองไปทางข้างบน  ข้างล่าง ข้างซ้าย ข้างขวา เพียงแต่เรามองมันไม่เห็นเท่านั้น  แทนที่จะเห็นสิ่งดี ๆ ที่มีอยู่  สายตาของเรากลับเพ่งมองจดจ่อเฉพาะสิ่งที่ผิดพลาด   ทั้งหมดที่เราเห็นมีแต่สิ่งผิดพลาด  จนเราคิดอยากจะทำลายมันทิ้งเสีย  มันน่าเศร้าจริง ๆ ที่หลายครั้งหลายหนเราได้ลงมือทลาย  “กำแพงที่ดี”  นั้นไปจริง ๆ

           
เราทุกคนย่อมมี “ก้อนอิฐที่ไม่เข้าที่เข้าทางสองก้อน” แต่ แต่ละคนก็ย่อมมี  “ก้อนอิฐที่ดีจนไม่มีที่ติ” จำนวนมากมายกว่าข้อบกพร่องหลายเท่า  เมื่อเรามองเห็นมันแล้ว สิ่งต่าง ๆ ก็ดูจะไม่เลวร้ายนัก  ไม่เพียงแต่เราจะสามารถอยู่กับตนเองและข้อผิดพลาดบางประการของเราได้อย่างสุขสงบแล้ว เรายังสามารถมีความสุขกับการใช้ชีวิตร่วมกับสามี หรือ ภรรยาของเราด้วย 


            ฉะนั้นมันเป็นไปได้ที่เอกลักษณ์พิเศษจะมีจุดเริ่มต้นมาจากความผิดพลาด  ในทำนองเดียวกัน ถ้าเพียงแต่จะเลิกมองจดจ้องอยู่เฉพาะแต่ข้อผิดพลาด  สิ่งที่เราเห็นว่าเป็นข้อบกพร่องในตัวเรา ในตัวสามี หรือ ในตัวภรรยาของเรา และในชีวิตทั่ว ๆ ไปอาจจะกลับกลายเป็น  “ลักษณะพิเศษเฉพาะตัว”  ที่จะเพิ่มคุณค่าให้แก่ชีวิตของเราได้นะ        





           ขอบคุณแหล่งข้อมูลและรูปภาพประกอบ
         
จาก หนังสือ ชวนม่วนชื่น ธรรมะบันเทิงหลายเรื่องเล่า โดย อาจารย์พรหม
กองทุนสื่อธรรมะทอสี และ มูลนิธิปัญญาประทีป

www.thawsischool.com         
www.pinterest.com  



วันอังคารที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2557

วิวัฒนาการโหราศาสตร์ของโลก บทที่ 5.5 ฟีโลลาอุส (Philolaus)


                                                     5. ฟีโลลาอุส  ( Phillolaus )  480 – 385 ปีก่อนคริสศักราช

                    ฟีโลลาอุส ( Phillolaus ) เป็น นักคณิตศาสตร์แนวพีทากอรัส (Greek Pythagorean ) และเป็นนักปรัชญาก่อนยุคโซเครติส ( Pre-Socratic Philosopher ) เชื่อเรื่องการใช้เหตุผลและปฎิเสธสิ่งลี้ลับรวมถึงปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นเองโดยหาสาเหตุมิได้ จึงได้เกิดมีคำถามที่สำคัญขึ้น คือ
1.สิ่งต่างๆมาจากไหน
2.สิ่งต่างๆถูกสร้างขึ้นมาได้อย่างไร
3.เราจะอธิยายสิ่งต่างๆจำนวนมากในธรรมชาติได้อย่างไร
4.เราอาจจะอธิบายธรรมชาติได้ด้วยคณิตศาสตร์ ซึ่งเกี่ยวกับเรื่อง "แก่นสารของสิ่งต่างๆ"
        
                                                                

                          เขามีข้อโต้แย้งว่า  รากฐานของสรรพสิ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเล่น ทั้งที่มีขอบเขตและไร้ขอบเขต ซึ่งเป็นการหลอมรวมกันอย่างกลมกลืน และเขายังให้เครดิตกับต้นกำเนิด ทฤษฎีที่ว่า

“โลกไม่ได้เป็นศูนย์กลางของจักรวาล”
                         ได้มีการบันทึกประวัติการเกิดของเขาอยู่หลายแห่ง ทั้งในโครทัน ( Croton) , ทาเรนทัม  ( Tarentum ) ,และ เมทาพอนทัม ( Metapontum ) โดยทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งของ เมืองแมกน่า กราเซีย  (Magna Graecia)  (เป็นชื่อพื้นที่ชายฝั่งทะเลทางตอนใต้ของอิตาลีบนอ่าว ทาเรนไทน์ (Tarentine ) ที่มีการแผ่ขยายอาณานิคมโดยผู้ตั้งถิ่นฐานชาวกรีก ) เป็นไปได้อย่างมากที่ว่า เขามาจาก โครทัน (Croton ) ซึ่งเขาอาจจะหนีมาจากการเผาที่ประชุมพีทาโกรัสครั้งที่สองราวปี 454 ก่อนคริสต์กาล หลังจากที่เขาอพยพเข้ามาในกรีก



                      ตามบทสนทนาของเพลโตที่ชื่อ Pheaedo (Plato's Phaedo) ได้ระบุไว้นั้น ซึ่งในขณะนั้นเพลโต เป็นอาจารย์ของ Simmias และ Cebes ที่กรุงธีบส์ (Thebes) ในปี 399 ก่อนคริสต์ศักราช ทำให้เขาได้อยู่ร่วมสมัยกับโสกราตีส และเห็นด้วยกับคำพูดของ ฟีโลลาอุส (Philolaus)  กับ เดโมเครตุส (Democritus) มีรายงานหลายฉบับเกี่ยวข้องกับชีวิตของเขากระจัดกระจายอยู่ตามงานเขียนต่างๆ
                  
                   นักเขียนรุ่นถัดมาได้มีการตั้งข้อสงสัยในการฟื้นฟูคุณค่าชีวิตของเขา ในช่วงเวลาที่เขามีชีวิตอยู่ ซึ่งมีบางส่วนปรากฎเห็นได้ชัดว่า บางครั้งที่ ฮรีราเครีย (Heraclea (Heraclea Island in the Aegean Sea, today called Iraklia or Irakleia)) เป็นที่เขาเคยเป็นนักเรียนของ สถาบันAreses หรือ Arcesus (ที่ Plutarchเรียก) บทสนทนา Laertius เป็นสิ่งเดียวที่ยืนยันว่า เพลโต (Plato) เคยเดินทางไปอิตาลีและได้พบกับ ฟีโลลาอุส (Philolaus) และอูไรทัส (Eurytus)
                    จากสิ่งที่ปรากฎพบว่า ลูกศิษย์ของ ฟีโลลาอุส (Philolaus) ได้กล่าวถึงคำพูดว่าต้องรวมถึง Xenophilus, Phanto, Echecrates,Diocles และ Polymnastus ด้วย ซึ่งเป็นช่วงหลังจากที่เพลโต (Plato) ตายได้ไม่นาน ในขณะที่ ฟีโลลาอุส(Philolaus) ตายนั้น บทสนทนา Laertius ถูกสงสัยว่าเรื่องราวที่เขาได้ถูกปลิดชีวิตจากพวกเผด็จการที่โครทัน(Croton) ซึ่งเป็นเรื่องราวในบทสนทนา Laertius ได้นำเอาปัญหานี้แรกอยู่ในบทกวีของเขาอีกด้วย
                     ฟีโลลาอุส (Philolaus)  ได้เสนอแนวความคิดว่า  ในอวกาศมีทิศทางที่คงที่ และได้พัฒนาแนวคิดอีกหนึ่งคือ โลกไม่ใช่ศูนย์กลางของจักรวาล แนวคิดใหม่ของเขาค่อนข้างที่จะปฏิวัติสมมุติฐานทางดาราศาสตร์ ซึ่งเขาเรียกว่า “ศูนย์กลางแห่งไฟ “ ฟีโลลาอุส (Philolaus) ได้กล่าวว่า มีดวงไฟใหญ่อยู่ตรงกึ่งกลาง และมีไฟอยู่สูงที่สุดอีก และจากนั้นก็จะมีทุก ๆ อย่างล้อมรอบ โดยธรรมชาติ ตรงกลางคือจุดเริ่มต้น และรอบ ๆมันก็จะล้อมรอบไปด้วยวัตถุทั้ง 10 ในท้องฟ้า หรือ ดาวเคราะห์นั่นเอง
                 ดังนั้นเขาจึงเริ่มต้นนับ วัตถุทั้ง 10 ในท้องฟ้า ด้วยการเริ่มนับจาก  ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์  โลก และสิ่งที่สวนทางกับโลก  จากทั้งหมด  หัวใจของดวงไฟนั้นซึ่งอยู่กับที่ ที่ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลาง  จุดสูงสุดที่ถูกล้อมรอบคือธาตุทั้งหลาย ที่บริสุทธิ์ เขาเรียก โอลิมปัส ( Olympus)  ว่าอาณาเขตใต้เส้นวงโคจรของโอลิมปัส ( Olympus)   ก็คือ ดาวเคราะห์ทั้ง 5 รวมถึง ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ด้วย  ส่วนที่เรียกว่า โลก ก็คือส่วนที่อยู่ใต้โอลิมปัส ( Olympus) และอยู่ใต้ดวงจันทร์ และเขาเห็นว่ารอบ ๆ โลกนั้นได้มีการเปลี่ยนแปลง ก็เลยเรียกว่า ท้องฟ้า ( Sky )
                        ในระบบทรงกลมฟ้าที่มีดาวฤกษ์ของ ฟีโลลาอุส ( Philolaus ) จะประกอบด้วยดาวเคราะห์ 5 ดวง รวมทั้ง อาทิตย์ จันทร์ และโลก ทั้งหมดเคลื่อนที่รอบดวงไฟใหญ่ ตามบทประพันธ์ของ อริสโตเติ้ล ชื่อ Metaphysics  ฟีโลลาอุส ( Philolaus ) ที่ได้เพิ่มดาวดวงที่ 10 ที่ยังไม่เคยเห็น ซึ่งเขาเรียกว่า Counter – Earth  และถ้าไม่มี Counter – Earth   ก็จะมีเทหวัตถุ 9 สิ่งโคจรอยู่  และตามทฤษฏีของพีทาโกรัส ซึ่งยังต้องการดวงที่ 10 อย่างไรก็ตาม   ตามที่นักวิชาการชาวกรีก ชื่อ จอร์จเบิร์ช ( George Burch )
                         อริสโตเติล ( Aristotle )ได้กล่าวถึงความคิดของ ฟีโลลาอุส (Philolaus ) ว่า  “ความจริงแล้ว ความคิดของฟีโลลาอุส ( Philolaus ) ได้เกิดขึ้นก่อนที่จะรู้จักทรงกลมฟ้าเป็นร้อยๆ ปี หรือ เกือบสองพันปี “ หลังจากที่ นิโครัส โคเปอร์นิคัส ( Nicolaus Copernicus )  ได้ชี้ให้เห็นในหนังสือ  De revolutionibus  ว่า ฟีโลลาอุส ( Philolaus ) ได้รู้แล้วว่า โลกโคจรรอบดวงไฟใหญ่

                       กล่าวโดยสรุปคือ ฟีโลลาอุส (Philolaus) มีแนวความคิดว่า "โลกมีการโคจรรอบดวงไฟใหญ่ดวงหนึ่ง (แต่ไม่ใช่ดวงอาทิตย์) และทำให้เห็นว่าวัตถุท้องฟ้าทั้งหลายมีการเคลื่อนที่ไปรอบๆ โลกและเป็นคาบที่แน่นอนในแต่ละวัน แต่เขาไม่สามารถตอบได้ว่า ดวงไฟใหญ่ที่ว่า นั้นคืออะไรและอยู่ที่ไหน ซึ่งในปัจจุบันนี้เราทราบกันดีแล้วว่า ปรากฏการณ์การเคลื่อนที่ของวัตถุท้องฟ้าทั้งหลายในแต่ละวัน เป็นผลมาจากการหมุนรอบตัวเองของโลก.



 ขอบคุณ แหล่งข้อมูล  และรูปภาพประกอบ
1.wikipedia 
2.หลักสูตร “คัมภีร์สุริยยาตร์ ๒๕๕๐”ของมูลนิธิสมาคมโหรแห่งประเทศไทยในพระสังฆราชูปถัมภ์ บรรยายโดย  อ.วรพล ไม้สน (พลังวัชร์)

วันอาทิตย์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2557

วิวัฒนาการโหราศาสตร์ของโลก บทที่ 5.4 เมทัน (Meton)


                                       4. เมทัน  แห่งกรุงเอเธนส์  (Meton of Athens) 452 ปีก่อนคริสศักราช

                      เมทัน  (Meton) เป็นบุคคลสำคัญในยุคกรีก เขาเป็นนักดาราศาสตร์  นักคณิตศาสตร์  นักเรขาคณิต และเป็นวิศวกร อาศัยอยู่ในกรุงเอเธนส์ ในสมัยศตวรรษที่ 5  เมทัน ( Meton) ได้ศึกษาหาความรู้และนำข้อมูลหลักโดยเฉพาะดาราศาสตร์ มาจากชาวคัลเดียน และชาวอียิปต์ เพื่อนำมาทำปฏิทิน  
                       ในปี 432 ก่อนค.ศ. เขาได้นำเสนอ วงรอบ 19 ปีของอาทิตย์กับจันทร์ (the lunisolar ) ที่เรียกว่า  เมโทนิค ไซเคิ้ล  ( Metonic cycle)  ในรูปแบบของ  ปฏิทินสุริยห้องใต้หลังคา 

                     เมทัน(Meton)ได้สังเกตเห็นว่าระยะเวลา 19 ปี สุริยคติที่เกือบจะเท่ากับ 235 เดือนจันทรคติ  (Synodic) และ ปัดเศษเต็มวันโดยนับได้ 6,940 วัน  ความแตกต่างระหว่างวงรอบทั้งสอง ( 19 ปีสุริยคติ และ 235 เดือนจันทรคติ ) ซึ่งต่างกันเพียง ไม่กี่ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับคำจำกัดความของคำว่า “ ปี “ (Year)

                    โดยพิจารณา 1 ปี เท่ากับ 1 / 19 ของวงรอบ 6,940 วัน ซึ่งเราจะได้จำนวนวันต่อหนึ่งปีเท่ากับ 365 + 1 / 4 + 1 /76 วัน  (ตัวเลขที่ไม่ปัดเศษจะให้ความแม่นยำมากกว่า) ซึ่งมันจะมากกว่า 12 เดือนจันทรคติเล็กน้อย เพื่อที่จะให้ 1 ปีสุริยคติมี 12 เดือนของจันทร์ จะต้อง มีเดือนที่ 13 (อธิกมาส)  โดยเพิ่มขึ้นมาอีก 7 เดือน ในวงรอบ 19 ปีสุริยคติ ( 235 =19 x12 +7 )  

                    เมื่อ เมทัน(Meton) ได้นำเสนอวงรอบนี้เมื่อ 432 ก่อน คริสต์กาล  นักดาราศาสตร์ชาวบาบิโลนได้รู้วงรอบนี้ก่อนหน้าเมทัน (Meton)แล้ว กลไกการคำนวณถูกสร้างขึ้นใน  Antikythera  mechanism

                    วงรอบเมโทนิค( Metonic cycle)  นี้ ถูกใช้ในปฏิทินของชาวบาบิโลน และ ระบบปฏิทินจีนโบราณ  (กฏของวงรอบ “ )  และ  the medieval  computes  (ยกตัวอย่าง การคำนวณวันของชาวตะวันออก ) ซึ่งมันเป็นวงรอบ 19 ปีปกติที่เพิ่มเดือน ( อธิกมาส ) ของปฏิทินชาวฮิบรู

                     รากฐานหอดูดาวเมทัน ในกรุงเอเธนส์  ยังคงปรากฏอยู่ด้านหลังเวที ของ Pnyx ซึ่งเป็นรัฐสภาโบราณ  เมทัน(Meton) ได้สังเกตดวงอาทิตย์ขณะขึ้นจากหอดูดาวของเขา ณ วันที่ จุดวิษุวัต ( equinoxes )และ จุดมายัน ( solstices ) 
                     เขาได้พบว่า ระหว่างช่วง ครีษมายัน  ดวงอาทิตย์ขึ้นในแนวเดียวกับภูเขา  Lycabetus ซึ่งเป็นภูเขาในท้องถิ่นแถวนั้น  ขณะที่ 6 เดือนต่อมา ในช่วงเหมายัน ดวงอาทิตย์ขึ้นเหนือไหล่เขา Hymettos ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ของภูเขา Lycabetus



                      ดังนั้นจากหอดูดาวของ เมทัน (Meton) ปรากฏว่าดวงอาทิตย์ (sun) ได้เคลื่อนเป็นระยะทาง 60 องศา ระหว่างสองจุดนี้ บนเส้นขอบฟ้าทุก ๆ 6 เดือน ซึ่งจุดกึ่งกลางของเส้นโค้งวิษุวัต ของหอดูดาว อยู่ในแนวเดียวกันกับ เมืองโบราณ  Acropolis ซึ่งลักษณะภูมิประเทศเหล่านี้มีส่วนสำคัญ เพราะจุดครีษมายันเป็นจุดนับเวลาจากสมัยเอเธนส์ได้กำหนดเป็นจุดเริ่มต้นของปีปฏิทิน ซึ่งเดือนแรกของปีใหม่ เรียกว่า Hekatombaion เริ่มต้นพร้อมกับ อมาวสีแรก หลังจุดครีษมายัน

                      เมทัน (Meton) ได้ขึ้นบรรยาย ตัวละคร ในบทละครของ  Aristophanes เรื่อง The Birds ในปี 414 ก่อนคริสต์กาล เขาขึ้นบนเวทีโดยนำเครื่องมือสำรวจ และอธิบายถึง เรขาคณิต ซึ่งเรารู้จักเมทัน (Meton)ไม่มากนัก ผ่านบันทึกประวัติศาสตร์ ตามที่ปโตเลมี ได้บันทึกไว้ใน ตารางชื่อกลุ่มดาวที่สร้างขึ้นในกรุงเอเธนส์ ซึ่งเป็นบันทึกการสังเกตของเมทัน (Meton) และมีคำอธิบายขยายความของ Metonic cycle นอกจากนี้ไม่ปรากฏผลงานของเมทัน (Meton) เหลืออยู่เลย

                     ดังนั้นจาก หอดูดาวของ เมทัน( Meton)ปรากฏว่าดวงอาทิตย์ได้เคลื่อนเป็นระยะทาง 60 องศา ระหว่างสองจุดนี้ บนเส้นขอบฟ้าทุก ๆ 6 เดือน ซึ่งจุดกึ่งกลางของเส้นโค้งวิษุวัต ของหอดูดาว อยู่ในแนวเดียวกันกับ เมืองโบราณ  Acropolis ซึ่งลักษณะภูมิประเทศเหล่านี้มีส่วนสำคัญ เพราะจุดครีษมายันเป็นจุดนับเวลาจากสมัยเอเธนส์ได้กำหนดเป็นจุดเริ่มต้นของปีปฏิทิน ซึ่งเดือนแรกของปีใหม่ เรียกว่า Hekatombaion เริ่มต้นพร้อมกับ อมาวสีแรก หลังจุดครีษมายัน

                       เมทัน (Meton) ได้ขึ้นบรรยาย ตัวละคร ในบทละครของ  Aristophanes เรื่อง The Birds ในปี 414 ก่อนคริสต์กาล เขาขึ้นบนเวทีโดยนำเครื่องมือสำรวจ และอธิบายถึง เรขาคณิต ซึ่งเรารู้จักเมทัน (meton) ไม่มากนัก ผ่านบันทึกประวัติศาสตร์ ตามที่ปโตเลมี ได้บันทึกไว้ใน ตารางชื่อกลุ่มดาวที่สร้างขึ้นในกรุงเอเธนส์ ซึ่งเป็นบันทึกการสังเกตของเมทัน (Meton) และมีคำอธิบายขยายความของ Metonic cycle นอกจากนี้ไม่ปรากฏผลงานของเมทัน (Meton) เหลืออยู่เลย 

ขอบคุณ แหล่งข้อมูล และรูปภาพประกอบ
1.wikipedia
2.หลักสูตร “คัมภีร์สุริยยาตร์ ๒๕๕๐”ของมูลนิธิสมาคมโหรแห่งประเทศไทยในพระสังฆราชูปถัมภ์ บรรยายโดย  อ.วรพล ไม้สน (พลังวัชร์)